“ไข่พิเศษเฉพาะเมนู” ไข่ที่ช่วยเพิ่มความอร่อยให้กับเมนูที่แตกต่างกัน

คนญี่ปุ่นมีความพิถีพิถันในการปรุงอาหาร โดยเฉพาะร้านอาหารชื่อดังจำนวนมากมักเลือกใช้วัตถุดิบที่มีความพิเศษสำหรับเมนูอาหารเด่นของร้าน ดังเช่นไข่ที่มีความพิเศษเฉพาะกับหลากหลายเมนู มาดูความพิเศษที่หลากหลายของไข่กันนะคะ

ไข่กับความพิเศษเฉพาะเมนูที่คนญี่ปุ่นเลือกใช้

ความพิเศษของไข่นั้นมาจากวิธีการเลี้ยงและอาหารที่ให้ไก่กิน เพื่อให้ได้ไข่คุณภาพที่มีคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น มีขนาดใหญ่ มีสัดส่วนของไข่แดงและไข่ขาวที่แตกต่างกัน มีสีไข่แดงเหลืองเข้มหรือเหลืองอ่อน ไม่มีกลิ่นคาวไข่ เนื้อไข่แดงและไข่ขาวมีความเหนียวแน่น เป็นต้น

ตัวอย่างไข่ที่ถูกผลิตเพื่อให้มีความพิเศษกับเมนูต่าง ๆ ได้แก่ ไข่สำหรับข้าวหน้าไข่ดิบ ไข่ต้ม ไข่สำหรับทำไข่ม้วนญี่ปุ่น ไข่สำหรับเมนูพาสต้า และไข่สำหรับทำขนมหวาน เป็นต้น ตัวอย่างการเลี้ยงและลักษณะของไข่ที่มีความพิเศษสำหรับเมนูไข่ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นมีดังนี้

ไข่พิเศษสำหรับข้าวหน้าไข่ดิบหรือทามาโกะโกะฮัง

ข้าวหน้าไข่ดิบเป็นอาหารเช้าที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทาน ไข่ที่มีคุณสมบัติที่ดีเพื่อความพิเศษของข้าวหน้าไข่ดิบคือ ส่วนของไข่ขาวและไข่แดงแน่นพอที่จะบีบไข่ลงในชามข้าวโดยไม่แผ่กระจาย อีกทั้งรสชาติของไข่ยังอร่อยกลมกล่อมและไม่มีกลิ่นคาวไข่ ซึ่งทำให้เข้ากันได้ดีกับข้าวสวยและซีอิ๊ว

วิธีการเลี้ยงไก่เพื่อให้ได้ไข่พิเศษสำหรับรับประทานดิบกับข้าวนั้นต้องเลี้ยงไก่ในที่โล่งให้ไก่ได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่และอาหารที่ให้ไก่กินนั้นเป็นส่วนผสมจากวัตถุดิบตามธรรมชาติ ได้แก่ น้ำส้มรมควันไม้ซึ่งได้จากการควบแน่นของควันเผาถ่าน น้ำส้มรมควันไม้มีส่วนผสมของสารที่ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารของไก่ อีกทั้งยังช่วยลดกลิ่นคาวไข่และเสริมให้ไข่มีรสชาติอร่อยนุ่มลึก นอกจากน้ำส้มรมควันไม้แล้วก็ยังให้ไก่กินส่วนผสมของสาหร่ายทะเลซึ่งอุดมไปด้วยไอโอดีนและมีบทบาทช่วยเสริมสร้างรสชาติที่อร่อยเมื่อนำมารับประทานกับข้าวสวย  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ไข่พิเศษสำหรับต้ม

ไข่ต้มที่อร่อยนั้นต้องเป็นไข่ที่มีไข่แดงเหนียวแน่นมีสีเหลืองเข้มมากกว่าไข่ธรรมดา มีรสชาติที่อร่อยกลมกล่อมและไร้กลิ่นคาวไข่

วิธีการเลี้ยงไก่เพื่อให้ได้ไข่ต้มรสชาติพิเศษนั้นทำได้โดยการเลี้ยงไก่ในที่โล่งให้ไก่ได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ และให้อาหารที่มีส่วนประกอบสำคัญคือ ส่วนผสมของสาหร่ายทะเลที่อุดมไปด้วยไอโอดีน เพื่อช่วยเสริมสร้างรสอร่อยของไข่ มันเทศซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ส่งเสริมให้ไก่มีสุขภาพแข็งแรง และให้ได้ไข่ที่มีเปลือกไข่แข็งและมีไข่แดงคุณภาพดี และผงส้มสุดาชิซึ่งอุดมไปด้วยกรดซิตริกและวิตามินเอที่ละลายได้ในไขมัน อันส่งผลให้ได้ไข่ที่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อมแตกต่างจากไข่ที่เลี้ยงแบบธรรมดา

ไข่พิเศษสำหรับพาสต้าคาร์โบนารา

 

คาร์โบนารา เป็นพาสต้าที่มีส่วนประกอบหลักได้แก่ พริกไทยดำ ไข่ และเบคอนอิตาเลียน โดยปกติคาร์โบนาราจากไข่ธรรมดาค่อนข้างมีสีเหลืองอ่อน แต่การใช้ไข่ที่ถูกผลิตเป็นพิเศษสำหรับพาสต้าชนิดนี้จะทำให้คาร์โบนารามีสีเหลืองเข้มสวยงามและมีรสชาติกลมกล่อมไร้กลิ่นคาวไข่

วิธีการเลี้ยงไก้เพื่อให้ได้ไข่ที่มีไข่แดงสีเหลืองเข้มทำได้โดยการผสมดอกดาวเรืองลงไปในอาหารแทนการใช้ข้าวโพด สารแคโรทีนในดอกดาวเรืองจะช่วยให้สีของไข่แดงมีสีเหลืองเข้ม

กว่าจะได้ไข่คุณภาพพิเศษนั้นต้องผ่านการทดลองและการศึกษาเป็นอย่างดี รวมถึงความพยายามเป็นอย่างมาก แต่ความตั้งใจที่จริงเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรนั้นได้ผลคุ้มค่า เพราะไข่พิเศษคุณภาพดีเหล่านี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากร้านอาหารและผู้ผลิตอาหารมากมาย และที่สำคัญคือราคาไข่พิเศษเหล่านี้มีราคาสูงกว่าไข่ธรรมดาประมาณ 2-3 เท่าค่ะ

“คินคัง” ส้มจิ๋วญี่ปุ่นที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไม่น่าเชื่อ

ในช่วงฤดูหนาวของญี่ปุ่นมักจะมีส้มหลากหลายชนิดให้คนญี่ปุ่นซื้อมารับประทานเพื่อป้องกันไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ หนึ่งในส้มที่สะดุดตาให้เข้าไปเลือกซื้อคือ ส้มคินคัง (きんかん) มารู้จักส้มคินคัง ประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ และวิธีการถนอมเก็บไว้รับประทานนานๆ กันนะคะ

ส้มคินคังและประโยชน์ต่อสุขภาพ

ส้มคินคัง (Kumquat/ส้มกิมจ้อ, ส้มเปลือกหวาน) เป็นส้มขนาดเล็กที่รับประทานได้ทั้งเปลือก แม้ผิวเปลือกส้มจะมีกลิ่นหอมขึ้นจมูกเล็กน้อย แต่เมื่อรับประทานเข้าไปจะมีรสชาติอร่อยจากรสหวานและเปรี้ยวอย่างลงตัว ส้มคินคังมีประโยชน์มากมายดังนี้คือ

ประโยชน์ในด้านความงาม

ส้มคินคังหรือส้มคัมควอทอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งช่วยให้ร่างกายสร้างโปรตีนคอลลาเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบของผิวหนังได้ดี ทำให้ผิวหนังแข็งแรงและสวย นอกจากนี้เปลือกของส้มยังมีสารสำคัญที่ช่วยป้องกันการอักเสบของผิวหนังด้วย

ช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน

สารเฮสเพอริดินที่มีมากในเนื้อส้มและโดยเฉพาะผิวส้มจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของหลอดเลือด ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด เสริมการไหลเวียนที่ดีของเลือด ป้องกันโรคภูมิแพ้ และช่วยป้องกันโรคมะเร็ง นอกจากนี้ส้มชนิดนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแดงแข็งและกล้ามเนื้อหัวใจตาย เป็นต้น

บรรเทาอาการไอและเจ็บคอ

ส้มคินคังอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารอาหารที่ช่วยฟื้นฟูเยื่อเมือกที่คอและจมูกซึ่งถูกทำลายจากอาการภูมิแพ้และไข้หวัดได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้เนื้อเยื่อเมือกที่บริเวณคอและจมูกแข็งแรง ทำให้ยากต่อการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

วิธีการถนอมอาหารส้มคินคังไว้รับประทานนานๆ

ผิวของส้มคินคังสูญเสียความชื้นได้เร็ว ทำให้เสียได้ง่ายกว่าส้มอื่นๆ วิธีการที่คนญี่ปุ่นนิยมใช้เพื่อถนอมอาหารส้มคินคังมีดังนี้คือ

ส้มคินคังดองน้ำผึ้ง

ด้วยสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายคูณสองของส้มคินคังและน้ำผึ้ง คนญี่ปุ่นจึงนิยมนำส้มคินคังมาดองด้วยน้ำผึ้งดังนี้

วัตถุดิบ

  • ส้มคินคัง 250 กรัม หรือปริมาณตามชอบ
  • น้ำผึ้ง 250 กรัม

วิธีทำ

1. ล้างส้มคินคังให้สะอาดและใส่ลงไปในน้ำที่ต้มเดือด ต้มด้วยไฟอ่อนเป็นเวลา 5 นาที แล้ววางทิ้งไว้จนเย็นเป็นเวลา 2-3  ชั่วโมง

2. เทน้ำออกและเช็ดผิวคินคังให้แห้งด้วยกระดาษชำระสำหรับงานครัว

3. ผ่าครึ่งผลคินคังและใช้ไม้จิ้มฟันเขี่ยเมล็ดออก (หรือจะใช้ดองทั้งผลก็ได้) จากนั้นจึงนำใส่ในภาชนะที่มีฝาปิด เติมน้ำผึ้งลงไปและไล่อากาศออก จากนั้นปิดฝาภาชนะและนำใส่ตู้เย็นไว้ โดยสามารถนำมารับประทานให้อร่อยได้หลังจากแช่ตู้เย็นไว้ 3-5 วัน

ส้มคินคังดองโชจู

วิธีนี้เป็นการถนอมอาหารที่สามารถเก็บส้มคินคังไว้ได้นาน

วัตถุดิบ

  • ส้มคินคัง 400 กรัม
  • เหล้าโชจู 200 มิลลิลิตร
  • น้ำผึ้ง 100 กรัม
  • น้ำตาล 100 กรัม

วิธีทำ

1. ล้างส้มคินคังให้สะอาด เอาขั้วผลออกและใช้มีดผ่าตามความยาวผลเป็นสี่ส่วน จากนั้นใช้ไม้จิ้มฟันเขี่ยเอาเมล็ดออก

 

2. นำส้มคินคังไปต้มในน้ำจนเดือด แล้วจึงต้มด้วยไฟอ่อนต่ออีกประมาณ 3 นาที จากนั้นจึงเทเอาน้ำออกผ่านตะแกรง

3. นำส้มคินคังใส่หม้ออีกครั้ง เติมโชจู น้ำผึ้ง และน้ำตาลลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อนประมาณ 20 นาที วางไว้จนเย็นแล้วนำใส่ขวดสะอาดและใส่ตู้เย็นเก็บไว้ได้นาน  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

บ้านเราก็ปลูกส้มคินคังได้แล้วเหมือนกัน หากเจอก็ลองซื้อมารับประทานและถนอมอาหารดูนะคะ

เครื่องดื่มจากขนมปัง! ไอเดียสุดเจ๋งของผู้ประกอบการเพื่อลด Food Loss

แนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development ถือเป็นสิ่งที่บริษัทและผู้ประกอบการหลายรายทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ

เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา นานาประเทศได้กำหนด “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ร่วมกันในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 70 โดยหนึ่งในเป้าหมายที่กำหนดร่วมกันคือเรื่องการสร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Ensure sustainable consumption and production patterns) และมีประเด็นเรื่องการลดขยะอาหารหรือ Food Loss / Food Waste รวมอยู่ในหัวข้อนี้ด้วย

ในญี่ปุ่นเอง มีผู้ประกอบการและบริษัทหลายรายที่ให้ความสำคัญกับ SDGs รวมทั้งเรื่อง Food Loss หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “โชะคุฮินโรสุ” (食品ロス) ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ญี่ปุ่นเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เพราะกันว่าญี่ปุ่นมี Food Loss มากถึง 6.12 ล้านตันต่อปีเลยทีเดียว

“CRUST PILSNER” เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำจาก Food Loss

บริษัท CRUST JAPAN ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัท CRUST GROUP ผู้พัฒนาอาหารและเครื่องดื่มจากประเทศสิงคโปร์ที่ยึดมั่นแนวทางของการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้ออกสินค้า “CRUST PILSNER” เบียร์ลาเกอร์ (lager beer) ที่ใช้วัตถุดิบหลักเป็นเศษขนมปังที่เหลือจากกระบวนการผลิต ร้านค้า หรือร้านอาหารมาใช้ในการหมักเบียร์

 

CRUST PILSNER ใช้ขนมปังญี่ปุ่นที่ว่ากันว่าจะมีกลิ่นเฉพาะตัวและมีรสสัมผัสที่กรุ่นอยู่ในปาก (aftertaste) เป็นกลิ่นอ่อนๆ ที่หอมละมุน นอกจากนี้น้ำที่ใช้ในการผลิตยังเป็นน้ำแร่จากเทือกเขาในญี่ปุ่น ทำให้เครื่องดื่มตัวนี้นอกจากจะมีความพรีเมียมแล้ว ยังทำให้คนที่ซื้อไปดื่มรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหา Food Loss อีกด้วย

บทบาทของ CRUST GROUP ในการลด Food Loss

CRUST GROUP ก่อตั้งที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นกลุ่มบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านอาหารที่ตั้งพันธกิจจะลด Global Food Loss ให้ได้ 1% ภายในปี 2030

นอกจากเบียร์ CRUST PILSNER ที่วางจำหน่ายในญี่ปุ่นแล้ว CRUST GROUP ยังมีสินค้าอื่นๆ อีกหลากหลาย โดยเฉพาะสินค้าจำพวกเครื่องดื่ม เช่น เครื่องดื่มที่ทำจากเศษผักหรือผลไม้ กากกาแฟ หรือแม้แต่เปลือกเมล็ดโกโก้

นับตั้งแต่ปี 2019 ถึงปัจจุบัน CRUST GROUP ได้ช่วยลด Food Loss ไปแล้วกว่า 600 กิโลกรัม คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon emission) กว่า 14,000 กิโลกรัมเลยทีเดียว

 

สำหรับ CRUST JAPAN เป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ร่วมปณิธานในการลด Food Loss ของ CRUST GROUP มุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโดยร่วมมือกับบริษัทกลุ่มอาหารและค้าปลีกในประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีแบรนด์สินค้าของบริษัททั้งหมด 2 แบรนด์คือ “CRUST” เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคราฟท์เบียร์ที่ทำจากเศษขนมปังและเปลือกผลไม้ และ “CROP” เครื่องดื่มซอฟท์ดริงก์ที่ทำจากเศษผักและผลไม้

 

ด้วยแนวคิด SDGs ที่กำลังเป็นที่สนใจของทั่วโลกนี้ ผู้เขียนคาดว่าน่าจะมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ หันมานำเสนอสินค้าแนวรักษ์โลกออกมาอีกเรื่อยๆ และก็ไม่แน่เหมือนกันว่าอาจจะมีสินค้าของ CRUST เข้ามาขายในไทยบ้างในอนาคต สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการลด Food Loss จะลองอุดหนุนสินค้าที่มีแนวคิดเจ๋งๆ แบบนี้บ้างก็ดีนะ    สล็อตเว็บตรง

ความเป็นมาของขนมดังโงะ และเรื่องที่ว่าทำไมต้องกลมๆ แล้วเสียบไม้เหมือนลูกชิ้น

ผู้เขียนจำได้ว่าแต่ก่อนตอนไปเที่ยวเกียวโต เคยแวะกินขนม “มิตาราชิดังโงะ” ซึ่งถามว่ามันอร่อยไหม ผู้เขียนกินแล้วก็รู้สึกแปลกๆ มันเป็นขนมที่จะหวานก็ไม่ใช่ เค็มก็ไม่เชิง ยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก แต่ไม่รู้ทำไมช่วงนี้รู้สึกคิดถึงมันขึ้นมา เกิดอยากจะกิน สงสัยจะกลายเป็นพวก I miss Japan กับเขาด้วยอีกคนนึงแน่ๆ ซึ่งท่านผู้อ่านก็อาจจะเป็นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาพูดเรื่องของขนมดังโงะกันดีกว่านะครับ

ขนมดังโงะมีมาแต่ยุคไหน?

นิยามของขนมดังโงะคืออะไร? ขนมดังโงะหมายถึง ขนมที่ทำจากการเอาแป้งมาใส่น้ำหรือน้ำร้อนแล้วก็เอามานวดๆ คลึงๆ แล้วเอาไปนึ่งหรือลวกน้ำร้อนให้คงรูป สมัยโบราณธัญพืชชนิดไหนที่เอามาหุงกินเป็นเมล็ดไม่ได้เขาก็จะเอามาทำเป็นแป้งใส่น้ำแล้วนวด เอาไปปิ้งไปต้มกินเป็นอาหารหลักต่างข้าว เชื่อว่าคำว่าดังโงะ (団子) มีปรากฏมาตั้งแต่ยุคเฮอัน ในนิยาย “ชินซารุงาคุกิ” (新猿楽記) (แต่ยุคเฮอัน อ่านว่า ดันซุ คืออ่านเลียนเสียงจีน)

ต่อมาคนที่ถูกส่งไปเรียนเมืองถัง (เมืองจีน) กลับมาก็เอาขนมเซ่นไหว้ที่เรียกว่า “ดังกิ” (団喜 ซึ่งเป็นการคลี่คลายมาจาก “ขนมโมทกะ” ของอินเดียมาอีกที) พอคนญี่ปุ่นเห็นมันเป็นแป้งกลมๆ เลยได้ทีเรียกว่า 団子 ซึ่งพอเข้ายุคมุโรมาจิ คำว่า 団子 คนก็อ่านเป็น “ดังโงะ” (คืออ่านอย่างครึ่งจีนครึ่งญี่ปุ่น) แล้วก็เริ่มมีการเอาขนมดังกิมาเสียบไม้ ยุคมุโรมาจินี่แหละที่เกิดมีดังโงะเสียบไม้ “รสโชยุ” ที่เรียกว่า “มิตาราชิดังโงะ” ขึ้นมา

 

แต่เดี๋ยวก่อน ขอคั่นรายการ พูดถึงขนมโมทกะ เท่าที่ได้ยินมา มันเป็นขนมไหว้พระพิฆเนศ แต่คนไทยแต่ก่อนไม่ได้ทำขนมโมทกะอย่างคนอินเดีย คนไทยเรามี “ขนมต้ม” ครับ ขนมต้มเนี่ย พอจะเคลมว่าเป็นขนมดังโงะเวอร์ชั่นไทยๆ ได้ไหมครับ?)

 

ขนมดังโงะแบบที่ไม่ได้เสียบไม้ จัดเป็นกองเอาไว้เซ่นไหว้เนี่ย ของญี่ปุ่นก็มีอย่าง ทสึคิมิดังโงะ (ดังโงะชมจันทร์ 月見団子) นะครับ

Tsukimi dango
ทสึคิมิดังโงะ (ดังโงะชมจันทร์ 月見団子)

มิตาราชิดังโงะนั้น ว่ากันว่าเริ่มจากการเป็นขนมเซ่นไหว้หน้าศาลเจ้าในช่วงเทศกาลศาลเจ้าชิโมกาโมะ (下鴨神社) ในเกียวโต มีเรื่องเล่าขานว่าเมื่อจักรพรรดิโกไดโกะ (後醍醐天皇) ตักน้ำในสระมิตาไร (御手洗池) มีฟองอากาศลอยขึ้นมาอันหนึ่งก่อน แล้วจากนั้นก็เกิดฟองอากาศลอยขึ้นมาอีกสี่ฟอง ก็เลยทำขนมสมมติว่าเป็นฟองอากาศนั้น และก็ยังมีอีกเรื่องเล่าหนึ่งว่า มิตาราชิดังโงะนั้น เขาสมมติเป็นหัวและแขนขาคนเพื่อเอามาบวงสรวงเทพเจ้า ไหว้เจ้าเสร็จก็เอาใส่โชยุแล้วเอาไปจี่ไฟกิน จะได้ปัดเป่าเคราะห์

Mitarashi dango 001
มิตาราชิดังโงะ

พอเข้ายุคเอโดะ ดังโงะเขาขายเสียบไม้ห้าลูกขายไม้ละ 5 เซ็น (銭) แต่พอมาปี พ.ศ. 2303 มีการออกธนบัตรใบละ 4 เซ็น เลยปรับเปลี่ยนรูปแบบการขายเสียใหม่ ขายเสียบไม้สี่ลูก ขายราคา 4 เซ็น ยุคเอโดะนี่เองที่เริ่มมีดังโงะรสหวาน ที่ชาวบ้านในเมืองชอบกินเป็นขนมกับน้ำชา แต่ชาวนาตามบ้านนอกนั้นยังกินดังโงะเป็น “อาหารต่างข้าว” ยามไม่มีข้าวกินอยู่ เมื่อดูตรงนี้แล้วจะรู้สึกว่าดังโงะนั้นเป็นอะไรที่ดูก้ำกึ่งระหว่างอาหารกับขนมนะครับ

 

การกินดังโงะเป็นขนมนั้น สมัยนี้ก็พลิกแพลงราดถั่วแดงกวนบ้าง โรยผงคินาโกะบ้าง ราดซอสงาดำน้ำตาลบ้าง ซึ่งทำให้เห็นว่า ของที่คนสมัยโบราณกินเป็นอาหาร หรือจากที่เคยเป็นขนมเซ่นไหว้ คนสมัยหลังมาคลี่คลาย กลายเป็นขนมกินเล่นไปเสียแล้ว    สล็อตเว็บตรง

อยากกินขนมดังโงะจังครับ ไม่ต้องมิตาราชิดังโงะหรอก เอาแค่ดังโงะสามสีก็พอแล้ว หาซื้อได้ที่ไหนดี I miss Japan ซะแล้วมั้ง (ฮา) วันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะครับสวัสดีครับ

Hanami Dango

แค่ 1,000 เยนก็อิ่มได้!! ชี้เป้าร้านอร่อยในโตเกียวที่เสิร์ฟบุฟเฟต์จัดเต็มในราคาสบายกระเป๋า

ถ้านึกภาพการไปรับประทานบุฟเฟต์ในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างโตเกียวที่ติดอันดับเมืองที่ค่าครองชีพสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก หลายคนคงจะคิดว่าต้องจ่ายราคาแพง อย่างต่ำก็ 3,000 – 4,000 เยน (ประมาณ 1,000 บาท+) ใช่ไหมคะ

ในวันนี้ ผู้เขียนจะขอแนะนำ 10 ร้านอาหารในโตเกียว ที่มีแพ็คเกจบุฟเฟต์มือกลางวันราคาประหยัด เรียกได้ว่ามีแค่ธนบัตร 1,000 เยน (ประมาณ 300 บาท) ก็อิ่มอร่อยกับบุฟเฟต์ได้แบบจัดเต็ม (ราคาที่ระบุในบทความเป็นข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2021) จะมีร้านไหนบ้าง ลองไปดูกันเลยค่ะ

1. Indo Shimokitazawa

ร้าน Indo Shimokitazawa (印度 下北沢店) เป็นร้านอาหารอินเดียที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟชิโมคิตะซาวะ เป็นร้านเล็กๆ ที่ตกแต่งด้วยสีส้มสดใส

 

เมนูเด็ดของร้านคือแกงกะหรี่และแป้งนานไส้ชีส ซึ่งที่ร้านนี้เราสามารถรับประทานบุฟเฟต์แกงกะหรี่ที่มีให้เลือกถึง 4 ชนิด เสิร์ฟพร้อมกับแป้งนานย่างถ่านหอมๆ ในราคาเพียง 980 เยน (ประมาณ 290 บาท) หรือใครมีงบเพิ่มหน่อยจะอัพเกรดเป็นแป้งนานไส้ชีส จะสนนราคาบุฟเฟต์อยู่ที่ 1,380 เยน (ประมาณ 415 บาท) เท่านั้น

 

 

2. Karaage Hitosuji

ร้าน Karaage Hitosuji (唐揚げ一筋) เป็นร้านที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการทำไก่ทอดคาราอาเกะ

 

รสชาติของไก่ทอดที่นี่โดดเด่นด้วยซอสสูตรพิเศษของร้านที่ใครได้ลองก็ต้องติดใจ สำหรับบุฟเฟต์ของร้านนี้คือข้าวหน้าไก่คาราอาเกะ ที่เราสามารถเติมได้ไม่อั้นในเวลา 1 ชั่วโมง ด้วยราคาเพียง 950 เยน (ประมาณ 280 บาท) เท่านั้น

 

3. Kyusaikou

ร้าน Kyusaikou (九寨溝) เป็นร้านอาหารจีนเสฉวนที่ตั้งอยู่ในย่านกินซ่า

 

ที่ร้านนี้ เราสามารถเลือกทานบุฟเฟต์มื้อกลางวัน ที่มีอาหารจีนหลากหลายชนิด รวมแล้วกว่า 20 อย่าง ด้วยราคาเพียง 1,000 เยน (ประมาณ 300 บาท) เท่านั้น ซึ่งในบรรดาเมนูที่มีให้เลือกรับประทานมีเสี่ยวหลงเปาที่เป็นเมนูเด็ดของร้านด้วย

 

 

4. Moyan Curry 246

ร้าน Moyan Curry 246 (もうやんカレー246) เป็นร้านแกงกะหรี่เล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้นสองของตึกที่อัดแน่นไปด้านร้านค้าย่านชิบุยะ

 

บุฟเฟต์ของร้านนี้ นอกจากมีแกงกะหรี่นานาชนิดให้ได้ลองแล้ว ยังมีสลัดบาร์ที่สามารถตักได้ไม่อั้น สำหรับใครที่ไม่อยากรับประทานแกงกะหรี่กับข้าวสวย ที่ร้านก็มีเส้นอุด้งไว้ให้เป็นทางเลือกอีกด้วย

 

 

5. Jimbocho Meat Center

ร้าน Jimbocho Meat Center (神保町食肉センター) เป็นร้านที่ตั้งอยู่ในย่านที่ขึ้นชื่อเรื่องหนังสือและของมือสองอย่างจิมโบโจ

 

แค่ฟังชื่อก็น่าจะพอรู้ว่าร้านนี้ต้องขายเนื้ออย่างแน่นอน นอกจากจะเป็นร้านค้าที่ขายส่งเนื้อแบบต่างๆ แล้ว ที่ร้านยังมีบุฟเฟต์เนื้อย่างยากินิกุมื้อกลางวัน ให้สายเนื้อได้ลิ้มลองกันแบบจุใจเลย แถมราคาก็แสนน่ารักอยู่ที่ 980 เยน (ประมาณ 290 บาท) เท่านั้น

 

 

6. Spicy Spicy

ร้าน Spicy Spicy (スパイシー スパイシー) เป็นร้านอาหารเกาหลีในย่านชิบุยะ เสิร์ฟบุฟเฟต์มื้อกลางวันที่มีอาหารให้เลือกมากกว่า 20 ชนิด

 

บุฟเฟต์มื้อกลางวัน สนนราคาเริ่มต้นที่ 980 เยน (ประมาณ 290 บาท) ร้านนี้จะได้รับความนิยมมากโดยเฉพาะในฤดูหนาวที่คนจะมารับประทานหม้อไฟ หรือรามยอนร้อนๆ กัน ส่วนเมนูบิบิมบับของร้านก็ขึ้นชื่อเหมือนกันนะ

 

 

7. ข้าวไทย

ร้านข้าวไทย (カオタイ) ร้านอาหารไทยในย่านทาคาดะโนะบาบะ

 

ร้านนี้มีการตกแต่งให้ความรู้สึกเหมือนร้านอาหารในไทย มีบุฟเฟต์มื้อกลางวันที่เสิร์ฟอาหารไทยนานาชนิด ในราคาแค่ 980 เยน (ประมาณ 290 บาท) เมนูก็มีทั้งแกงเขียวหวาน ไข่พะโล้ ผัดไทย ยำต่างๆ และอีกมากมาย น่าจะทำให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นที่ไปร้านนี้หายคิดถึงบ้านได้บ้าง

 

 

8. Manakamana

ร้าน Manakamana (マナカマナ) เป็นร้านอาหารเนปาลที่ตั้งอยู่ใกล้สถานีโอยามะ ในย่านอิตาบาชิ

 

ร้านนี้น่าจะถูกใจคนที่ชอบความจัดจ้านของเครื่องเทศ เพราะที่ Manakamana มีบุฟเฟต์แกงกะหรี่สไตล์เนปาลพร้อมเครื่องเคียงให้เลือกลิ้มลองหลากหลายชนิดเลย

 

 

7. Shinbashi Bakery

ร้าน Shinbashi Bakery (新橋ベーカリー) ร้านเบเกอรี่เก่าแก่ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีชิบะโคเอ็น

 

ที่ร้านนี้มีคาเฟ่เล็กๆ ที่เราไปนั่งจิบกาแฟพร้อมชิมขนมอร่อยๆ ของร้านได้ สำหรับใครที่ไปรับประทานมื้อกลางวัน หากสั่งเมนูที่เป็นจานหลักก็จะสามารถรับประทานขนมปังที่มีให้เลือกว่า 10 ชนิดได้แบบไม่อั้นด้วย

 

 

8. BISTRO Kuu

ร้าน BISTRO Kuu (ビストロクウ) เป็นร้านอาหารกึ่งบาร์สุดเก๋ ตั้งอยู่ในย่านจิมโบโจ

 

สำหรับมื้อกลางวันที่ร้านนี้ จะมีบุฟเฟต์สลัดบาร์ผักออร์แกนิกที่ส่งตรงจากสวน ทำให้ผักทั้งสดและน่าจะถูกใจสายสุขภาพ แถมราคาเพียงแค่ 350 เยน (ประมาณ 100 บาท) เท่านั้น

 

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 10 ร้านอาหารในโตเกียว ที่เสิร์ฟบุฟเฟต์มื้อกลางวันราคาสบายกระเป๋า สำหรับสายบุฟเฟต์ที่อยากลองอาหารอร่อยๆ หลากหลายเชื้อชาติในราคาสุดประหยัด จะปักหมุดร้านเหล่านี้ไว้เผื่อไปเที่ยวโตเกียวคราวหน้าจะลองแวะไปชิมดูบ้างก็ได้นะคะ  สล็อตเว็บตรง

5 อันดับของส่วนผสมซอสที่คนญี่ปุ่นนิยมใช้รับประทานกับเกี๊ยวซ่า

เกี๊ยวซ่าเป็นเมนูอาหารที่คนญี่ปุ่นมักนึกถึงเพราะทำหรือหาซื้อได้ง่ายในราคาที่สมเหตุสมผล นอกจากความอร่อยแล้วเกี๊ยวซ่ายังมีคุณค่าสารอาหารที่ครบครันทั้งแป้ง เนื้อสัตว์ และผัก ที่สามารถนำมารับประทานได้ทั้งเป็นเมนูหลัก เมนูเครื่องเคียง และเป็นกับแกล้ม  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งสำคัญที่ทำให้รู้สึกว่าเกี๊ยวซ่าอร่อยยิ่งขึ้นคือ ซอสที่ใช้จิ้ม ในญี่ปุ่นมีส่วนผสมของซอสหลากหลายชนิด มารู้อันดับส่วนผสมของซอสที่คนญี่ปุ่นนิยมใช้จิ้มเกี๊ยวซ่ากันค่ะ

อันดับที่ 5  น้ำส้มสายชูญี่ปุ่นผสมพริกไทย

น้ำส้มสายชูญี่ปุ่นผสมพริกไทยเป็นส่วนผสมที่นิยมเสิร์ฟในร้านขายเกี๊ยวซ่า รสเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูจะสมดุลกับรสชาติและความฉ่ำของไส้เกี๊ยวซ่า อีกทั้งรสเผ็ดจากพริกไทยจะทำให้รับประทานเกี๊ยวซ่าเพลิน

อันดับที่ 4 ซอสที่แถมมากับเกี๊ยวซ่า

เกี๊ยวซ่า

ในญี่ปุ่นหากซื้อเกี๊ยวซ่าสำเร็จรูปมารับประทานก็มักจะมีซองบรรจุซอสขนาดเล็กที่เป็นส่วนผสมของโชยุ น้ำส้มสายชู และน้ำมันพริก ติดมาด้วย ซอสชนิดนี้สร้างรสชาติอร่อยกลมกล่อมให้แก่เกี๊ยวซ่าและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้รับประทาน

อันดับที่ 3 โชยุผสมน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น

ส่วนผสมของซอสสูตรนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรสเผ็ด และทำได้ง่ายจากเครื่องปรุงที่มีอยู่ในครัว ด้วยไม่มีรสเผ็ดจึงเน้นรสชาติดั้งเดิมของเกี๊ยวซ่าได้ดี

อันดับที่ 2 โชยุ น้ำส้มสายชูและน้ำมันพริก

ส่วนผสมของซอสชนิดนี้เป็นส่วนผสมมาตรฐานที่คนญี่ปุ่นนิยมใช้รับประทานกับเกี๊ยวซ่า ส่วนผสมของรสเค็ม เปรี้ยวและเผ็ดจะทำให้เกิดรสชาติที่ลุ่มลึกของเกี๊ยวซ่าไม่ว่าจะเป็นเมนูกับข้าวหรือเครื่องเคียง โดยสามารถเลือกรสเด่นที่ชอบได้จากการเพิ่มสัดส่วนของเครื่องปรุงได้เอง

อันดับที่ 1 ซอสเปรี้ยวพอนสึ

เกี๊ยวซ่า

 

ซอสเปรี้ยวพอนสึทำมาจากน้ำผลไม้ตระกูลส้ม เช่น น้ำมะนาวเหลือง หรือส้มยูซุผสมกับโชยุ และดาชิ ซอสชนิดนี้มีติดครัวอยู่ทุกบ้าน ด้วยรสเปรี้ยวกลมกล่อมและกลิ่นหอมสดชื่น จึงทำให้เกี๊ยวซ่ามีรสชาติอร่อยขึ้นและสร้างความสดชื่นได้ดี นอกจากนี้รสชาติของพอนสึไม่เผ็ดจึงเหมาะสำหรับเด็กด้วย

เกี๊ยวซ่าเป็นหนึ่งในเมนูที่หาซื้อมารับประทานได้ง่ายและรสชาติถูกปากสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งยังหาซื้อได้ง่ายในเมืองไทย หากยังตัดสินใจเลือกซอสรับประทานกับเกี๊ยวซ่าไม่ได้ ก็ลองใช้ส่วนผสมของซอสด้านบนดูค่ะ      สล็อตเว็บตรง

EISWELT GELATO ร้านไอศกรีมที่ทุกคนไปแล้วต้องออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม

ถ้าจะพูดถึงไอศกรีมที่กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียลญี่ปุ่นอยู่ในตอนนี้คงต้องยกให้กับ EISWELT GELATO ร้านไอศกรีมที่มีต้นกำเนิดที่อเมริกา แต่มาเปิดสาขาที่ฮาราจุกุ ใจกลางกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2018 ที่ผ่านมา

“อยากให้ลูกค้าทุกคนเดินออกจากร้านมาพร้อมกับรอยยิ้ม”

เจ้าของร้าน Vyvy Hoang เป็นวัยรุ่นชาวเวียดนามที่อพยพตามครอบครัวไปอยู่ที่เยอรมนี และต่อมาเธอได้ย้ายไปเรียนและเติบโตที่แคลิฟอเนีย ในสหรัฐอเมริกา ระหว่างที่อยู่ในอเมริกา เธอได้พบว่าราคาของขนมหวานมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเยอรมัน เธอจึงมีความฝันว่าอยากจะมีร้านขนม ของหวานเป็นของตัวเองให้ได้ และในปี 2015 ความฝันของเธอได้กลายเป็นจริง โดยการเปิดร้านไอศกรีม EISWELT GELATO โดยมีคอนเซ็ปต์เก๋ ๆ ที่ว่า “อยากให้ลูกค้าทุกคนเดินออกจากร้านมาพร้อมกับรอยยิ้ม”

ซึ่งถือว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่เจ๋งมาก ๆ ค่ะ เพราะไอศกรีมเจลาโต้จากร้าน EISWELT GELATO ไม่ธรรมดา คนทำต้องมีฝีมือด้วยนะคะ เพราะว่าทางร้านจะขายความเป็นอาร์ต งานทำมือ เป็นไอศกรีมที่ทำขึ้นมาในรูปสัตว์น่ารัก ๆ ในแบบต่าง ๆ ที่เห็นแล้วใครก็ต้องอยากลอง

สนนราคาขึ้นอยู่กับดีไซน์ที่เลือกนะคะ ส่วนของเจ้ชอบความน่ารักของเจ้าหมูน้อย “Piggy” เลยจัดไอเทมนี้ มีชื่อเมนูในภาษาญี่ปุ่นด้วยค่ะว่า “บูตะ” (ぶた, Buta) ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “หมู” ค่ะ

เมนูนี้เราสามารถเลือกรสชาติไอศกรีมได้ 1 รส มีทั้งสตรอเบอร์รี่ และ สตรอเบอร์รี่นม ก็เลือกอย่างที่เราชอบได้เลยค่ะ ราคา 580 เยน (ไม่รวมภาษี) ตรงจมูกเป็นมาร์ชเมลโลสีชมพูนะคะ น่ารักจนไม่กล้ากินเลยค่ะ

ถ้าใครชอบแบบ big size ใหญ่จัมโบ้ จัดไปเลยค่ะ 5 Piggy เลือกได้ 5 รสชาติ สนนราคา 1,300 เยน (ไม่รวมภาษี) ส่วนใครที่พ่ายแพ้ต่อคำว่าลิมิเต็ด ก็ต้องจัดน้องกบ Froggy ในรสชาติให้เลือกระหว่าง Mint และ Green tea milk สนนราคา 580 เยน (ไม่รวมภาษี) ค่ะ

 

พิกัด : ร้านอยู่ที่ถนน Takeshita street ลงสถานีรถไฟ JR Harajuku ทางออก Takeshita เดินสุดถนน จะเจอร้านอยู่ขวามือ จุดสังเกตง่าย ๆ คือ ร้านอยู่ตรงข้ามกับร้านรองเท้า New Balance ค่ะ  สล็อตเว็บตรง

พิกัดจาก Google map:

เว็บไซต์ : Eiswelt Gelato

ที่มา : ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น

“ชูครีม ขนมสุดอร่อยจากนมของวัวที่มีความสุข” และการออกทริปเพื่อเติมเต็มความฝัน “เพียง 1 เดียว”

เพื่อนๆ คิดเหมือนกันไหมคะว่าสำหรับจุดประสงค์ของการออกทริปนั้น การมี “เพียง 1 เดียว” มันเป็นอะไรที่เจ๋งสุด ๆ และสิ่งที่เป็น 1 เดียวในครั้งนี้ก็คือ “ชูครีม” ของร้าน お菓子のふじい (Okashi no Fujii) ที่เมืองนิเซโกะ ฮอกไกโดนั่นเอง โดยเจ้าชูครีมนี้เป็นชูครีมที่ทำมาจากนมของวัวที่ถูกเลี้ยงอย่างมีความสุข ซึ่งควรกินให้หมดภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากอบเสร็จ!

จุดประสงค์ของการออกทริป “เพียง 1 เดียว”

หลายสิ่งมากมายเหมือนจะถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ “ของเชย ๆ สำหรับพวกผู้ใหญ่” แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะข้อมูลที่มากเกินไปในยุคนี้ต่างหาก ดังนั้นจึงต้องมีการตัดทอนสิ่งที่เกินความจำเป็นออกไป แล้วคัดสรรแค่ “เพียง 1 เดียว” ออกมา ซึ่งสัมภาระการเดินทางนั้นเป็นอะไรที่เบาและง่ายมาก เพียงแค่บรรจุความคาดหวังลงไปให้แน่นเท่านี้เอง

ท่องไปในสถานที่ที่ไม่รู้จักและสัมผัสกับทิวทัศน์ที่สุดยอด
พบเจอคนท้องถิ่นที่เข้ามาต้อนรับเราด้วยรอยยิ้ม
ลิ้มลองของอร่อยที่ทำขึ้นอย่างสดใหม่ในท้องที่

ทาง ONESTORY (โปรเจ็คเกี่ยวกับสื่อที่จัดขึ้นเพื่อนำเสนอความภูมิใจของแต่ละท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น *เพิ่มเติมโดยผู้แปล) จึงเฟ้นหาและนำเสนอมนต์เสน่ห์ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกพื้นที่ที่แตกต่างหลากหลายในประเทศญี่ปุ่น และจากการตามหา “สถานที่ 1 แห่ง” ก็ทำให้พวกเราได้พบกับ “เพียง 1 เดียว”

ในขนมหวานมีความฝันที่อัดแน่นอยู่

แม้จะกลายเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่การเรียกร้องหาขนมหวานก็ยังคงเป็นความใฝ่ฝัน
ความหวานที่สามารถหลอมละลายหัวใจได้
รสสัมผัสที่ฟูฟ่องและอ่อนนุ่ม
กลิ่นที่หอมหวาน
ความฟุ่มเฟือยเล็ก ๆ น้อย ๆ

ขนมหวานเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความฝันอันท่วมท้นจนหัวใจเต้นตุบตับ ซึ่งครั้งนี้ก็ได้ค้นพบชูครีมที่มาเติมเต็มความฝันนั้นของพวกเรา!

 

ชูครีมที่ถือกำเนิดขึ้นจากนมของวัวที่มีความสุข

ชูครีมของร้าน お菓子のふじい ที่เมืองนิเซโกะ ฮอกไกโดนั้นถูกทำขึ้นจากนมของวัวที่มีความสุข นมของวัวที่มีความสุขที่ว่านี้ก็คือน้ำนมที่มีทั้งสัมผัสและรสชาติที่เข้มข้นซึ่งถูกบีบออกมาจากเต้าของแม่วัวที่เลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง ให้กินหญ้าในทุ่งกว้างอย่างสบายอารมณ์ของฟาร์มทาคาระในคิโมเบตซึโจนั่นเอง โดย “ทาคาระ” ชื่อของฟาร์มแห่งนี้เป็นภาษาไอนุ มีความหมายว่า “ปกป้องดูแลความฝัน” แหม ถ้าได้ลองลิ้มกินเจ้าชูครีมที่มาจากนมที่วิเศษอย่างนี้ก็คงทำให้รู้สึกว่าจะมีเรื่องดีๆ เข้ามาแน่ๆ

 

ควรบริโภคภายใน 1 ชั่วโมง?

เนื่องจากอยากให้ลูกค้าได้ทานชูครีมที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ และแป้งยังกรอบอร่อย จึงมีวลีเด็ดที่ว่า “ให้ทานภายใน 1 ชั่วโมง” เมื่อซื้อไปแล้ว เพราะมีครีมคัสตาร์ดถูกใส่เอาไว้จนแน่น จึงควรรีบทานชูครีมที่สดใหม่นี้ทันทีในเป็นตอนที่แป้งชูนั้นยังร่วนกรอบดี และครีมคัสตาร์ดข้างในก็ยังให้รสของนมที่เข้มข้นเหนียวนิ่มละมุนอยู่

มีแฟน ๆ หลายคนพูดกันว่า มันคือรสความอร่อยที่โหยหา’ ‘รสชาติของฮอกไกโดที่ไม่สามารถหาได้จากในโตเกียว’ ‘เป็นความตราตรึงใจในความแตกต่างของแป้งชูกับครีมคัสตาร์ด และสำหรับความหวานละมุนเหล่านี้ แม้ในกลุ่มผู้ชายแมน ๆ เองก็มีเสียงชื่นชมเช่นกัน

แป้งสาลี นม ไข่ น่าดีใจนะคะที่วัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้นั้นเป็นของในท้องถิ่น และแน่นอนว่าสินค้าที่ขายดีมากที่สุดก็คือชูครีมนี่เอง

เพราะเป็นผู้ใหญ่จึงชอบขนมหวาน

เพราะว่าเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักทั้งรสหวานและเปรี้ยวดีนี่แหละจึงถูกความหวานของขนมหวานดึงดูด และถ้าไม่ได้มาจนถึงเมืองนิเซโกะของฮอกไกโดก็ไม่มีทางหาทานชูครีมที่อัดแน่นไปด้วยความฝันและความสุขได้แน่!

 

ถ้ารู้สึกเปลี่ยวเหงาหรือขมขื่นในชีวิตขึ้นมา ก็อยากให้ไปลองทานชูครีมนี้กันดูสักครั้งนะคะ แต่อย่าลืมว่าถ้าไม่รีบทานภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากที่ได้มา เวทมนตร์แห่งความสุขนั้นก็จะมลายหายไป

“เพียง 1 เดียว” ในครั้งนี้คือชูครีมที่ทำมาจากนมของวัวที่มีความสุข เมืองนิเซโกะ ฮอกไกโด เป็นชูครีมที่น่าดึงดูดใจใช่ไหมละคะ สำหรับพวกเราเองก็เช่นกัน ถ้าไม่ได้ทำทริปนี้ละก็ คงไม่ได้เจอกับ  “เพียง 1 เดียว” ที่หาไม่ได้ในชีวิตประจำวันแบบนี้แน่ๆ เลย  สล็อตเว็บตรง

 

ร้าน お菓子のふじい (Okashi no Fujii)
ที่อยู่ : 3-41 Kita 1 Jonishi, Abuta-kun, Kutchan-chō, Hokkaidō 044-0051
เบอร์โทรศัพท์ :0136-22-0050
เวลาเปิดทำการ :8.30-19.00 น.
วันหยุด :วันอังคาร
เว็บไซต์ :https://sweets-fujii.com

ไปเล่นกับเจ้าเหมียวในสไตล์หรูๆ กันที่ “MOCHA Cafe” สาขา Ginza

MOCHA Cafe เป็นคาเฟ่แมวชื่อดังมีหลายสาขาทั่วญี่ปุ่น แต่ถ้าเป็นสาขาที่ไฮโซ ก็ต้องสาขา Ginza เลย

บรรยากาศของร้าน

บรรยากาศด้านนอกของร้านที่ตกแต่งอย่างสวยงาม พร้อมทั้งกองทัพแมวเหมียวที่จะมาแจกความน่ารักให้กับคนรักแมวได้หลงใหล
บรรยากาศภายในร้านที่ตกแต่งอย่างหรูหรา มีพื้นที่กว้างขวางและมีที่นั่งหลากหลายให้เลือก ทั้งมุมพักผ่อนที่มีเจ้าเหมียวเดินไปมา มุมหนังสือที่มีหนังสือให้เลือกอ่านมากมาย มุมทำงานที่จะมีผู้ช่วยเหมียวมานอนให้กำลังใจ และอื่นๆ ให้ทาสแมวได้ฟินกัน

 

เวลาให้อาหารของน้องเหมียวจะมี 2 ช่วงคือ เวลา 11.30 น. และ 19.30 น. น้องเหมียวทุกตัวจะมาทานอาหารพร้อมกันอย่างน่ารักน่าเอ็นดู..เหมี้ยววววว

 

 

ในระหว่างวันช่วงเวลา 11.00-18.00 น. สามารถซื้อของว่างให้น้องเหมียวทานได้ในราคา 500 เยน ใครอยากจะใกล้ชิดน้องเหมียวจัดไปค่ะ

ข้อมูล
ที่อยู่ : Marronnier Gate 4F 3-2-1 Ginza, Chuo-ku, Tokyo
เวลาทำการ : 10.00-21.00 น. (เข้าก่อน 20.30 น.)
วันหยุด : ไม่มี
ค่าบริการ :  200 เยน/10 นาที + ค่าเครื่องดื่ม 350 เยน
ราคาสูงสุด : ผู้ใหญ่ 2,400 เยน  นักเรียน (วันธรรมดา) 1,200 เยน/วันหยุด 2,400 เยน
ค่าของว่างแมว : 500 เยน
การเดินทาง : สถานี JR Yurakucho ทางออก Central เดิน 4 นาที

คาเฟ่แมว MOCHA Cafe สาขา Ginza นี้นอกจากจะได้สัมผัสความน่ารักของเจ้าเหมียวแล้วยังสามารถนั่งพักผ่อนชิวๆ หรือจะแบกงานไปนั่งทำในบรรยากาศหรูๆ ที่มีน้องเหมียวมาคอยให้กำลังใจอีกด้วยนะคะ ใครได้ไปย่านกินซ่าลองแวะไปกันค่ะ  สล็อตเว็บตรง

“ทาโกยากิทองคำ” อาหารสุดหรูนำความโชคดีมาสู่ผู้ทาน

วันนี้เราจะพาไปดูของอร่อยที่ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อยเท่านั้น แต่ยังมีจุดขายเป็นความอลังการ และว่ากันว่าจะนำโชคดีมาให้กับผู้ทานอีกด้วย เราจะไปกันที่ร้าน “HAKUZA” ที่เพิ่งเปิดให้บริการไปเมื่อวันกี่วันก่อนบริเวณย่านฮิงาชิจายาไก เมืองคานาซาวะ จังหวัดอิชิคาวะ ด้วยคอนเซ็ปต์ “ร้านทองแห่งความโชคดี” โดยเมนูที่เราจะแนะนำในครั้งนี้ก็คือ “ทาโกยากิทองคำ” ฟังดูแล้วก็เริ่มจะงง ๆ แล้วสิว่าทาโกยากิ กับร้านทองแห่งความโชคดีมันมาเกี่ยวข้องกันได้ยังไงกันนะ??

แต่เดิม HAKUZA เป็นแบรนด์ทำแผ่นทอง แผ่นเงิน เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดอิชิคาวะ และจำหน่ายของฝากต่าง ๆ ที่ทำจากแผ่นทอง รวมถึงแผ่นทองสำหรับตกแต่งอาหารอยู่แล้ว ส่วนร้าน “HAKUZA” ก็เป็นร้านที่มีคอนเซ็ปต์ คือ “อาหารนำโชคของคานาซาวะ” และ “ของฝากนำโชคของคานาซาวะ” นั่นเอง แต่เมนูที่เป็นที่จับตามองมากที่สุดต้องยกให้ “ทาโกยากิทองคำนำโชค” ที่นอกจากจะถูกตั้งชื่อให้เป็นมงคลแล้ว ตัวทาโกยากิยังถูกติดด้วยแผ่นทองแท้สีทองอร่าม อลังการแบบที่ไม่สามารถหาทานได้ง่าย ๆ ที่ไหนแน่นอน นอกจากนี้ปลาหมึกที่อยู่ในทาโกยากิยังมี 8 ขา ซึ่งถือเป็นเลขมงคลของชาวญี่ปุ่นอีกด้วย และทาโกยากิทองคำนี้ก็มีราคาอยู่ที่ 880 เยน

สำหรับแผ่นทองที่นำมาใช้แต่งบนตัวทาโกยากินั้น เป็นแผ่นทองทำที่ทำจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของคานาซาวะที่สืบทอดกันมากว่า 400 ปี ด้วยกระบวนการการผลิตแบบออแกนิค ซึ่งรับประกันความมั่นใจได้ว่าสามารถทานได้อย่างปลอดภัยแน่นอน ที่คานาซาวะมีความเชื่อตั้งแต่โบราณว่า “ทอง” จะเรียกโชคลาภและปกป้องตัวเรา ดังนั้นแผ่นทองคำจึงเปรียบเสมือนเป็นเครื่องรางที่สำคัญ และอยู่คู่ประวัติศาสตร์ของชาวคานาซาวะมาโดยตลอดในรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย

เมืองคานาซาวะที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “Little Kyoto” แห่งนี้ มีโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากมายที่เหมาะสำหรับผู้ที่หลงใหลในศิลปะวัฒนธรรมญี่ปุ่น นอกจากจะมาเสพย์ความสวยงามทางวัฒนธรรมกันแล้ว อย่าลืมแวะมาทาน “ทาโกยากิทองคำนำโชค” กันที่ร้าน HAKUZA นะคะ    สล็อตเว็บตรง