เสน่ห์ 5 อย่างของเมืองโอคายามะที่ทำให้คุณต้องหลงรัก

พูดถึงโอคายามะ หลายคนอาจจะยังนึกภาพไม่ออกว่าเป็นเมืองแบบไหน โอคายามะตั้งอยู่ทางตะวันตกของญี่ปุ่น สามารถเดินทางจากโตเกียวและโอซาก้าได้ภายในเวลาแค่ 1 ชั่วโมง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมาย ทั้งโมโมทาโร่ โครากุเอ็น แถมล้อมรอบด้วยธรรมชาติทั้งภูเขา แม่น้ำ และทะเล วันนี้จะมาพูดถึงเสน่ห์ของเมืองนี้ทั้ง 5 ข้อกันค่ะ

1. ล้อมรอบด้วยทะเลอันงดงามและสดชื่น

อันดับแรกขอแนะนำ สะพานเซโตะโอฮาชิ (瀬戸大橋) หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตในโอคายามะ ช่วงเวลาที่เหมาะในการชมวิวคือช่วงพระอาทิตย์ตก หรือใครชอบถ่ายภาพธรรมชาติหรืออยากได้จุดชมวิวธรรมชาติเด็ดๆ แนะนำให้ขึ้นไปที่ภูเขาวาชู (鷲羽山) ค่ะ เพราะบนนี้สามารถชมวิวธรรมชาติของหมู่เกาะได้ทั้งหมดและมองเห็นสะพานเซโตะโอฮาชิได้จากบนนี้

เมืองโอคายามะขึ้นชื่อเรื่องท้องฟ้าแจ่มใสจนถูกเรียกว่าดินแดนแห่งฟ้าใส (Hare no kuni/晴れの国)ในตอนกลางคืนก็จะได้ชมท้องฟ้าและดวงดาวที่สวยงาม โดยเฉพาะที่หอดูดาวบิเซ (美星天文台) ซึ่งมีกล้องส่องทางไกลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 101 ซม. ให้ชมความสวยงามบนท้องฟ้ายามค่ำคืนได้ ในฤดูร้อนของทุกปีจะมีการจัดเทศกาลอามาโนกาวะ (天の川まつり) โดยในเทศกาลนี้ทุกคนจะเขียนคำอวยพรที่โคมไฟแล้วประดับไว้ริมแม่น้ำ และมีกิจกรรมเต้นระบำและอื่นๆ มากมายที่สนุกได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่น่าเสียดายในสถานการณ์ตอนนี้ทำให้เทศกาลในปี 2020 ต้องยกเลิกไป

2. ได้สัมผัสกับธรรมชาติที่ล้อมรอบ

ไปทะเลแล้วคราวนี้มาชมจุดน่าสนใจของภูเขากันบ้าง ที่โอคายามะมีภูเขาที่เรียกว่า ฮิรุเซ็นซันสะ (蒜山三座) ซึ่งประกอบด้วยภูเขาทั้งหมด 3 ลูกด้วยกันคือ คามิฮิรุเซ็น (上蒜山) นาคะฮิรุเซ็น (中蒜山) ชิโมะฮิรุเซ็น (下蒜山) ซึ่งในหน้าร้อนสามารถเดินป่าส่วนหน้าหนาวก็สามารถเล่นสกีได้ ทำให้สนุกกับกิจกรรมต่างๆ ได้ตลอดปี นอกจากภูเขาแล้วยังมีเนินเขาฮิรุเซ็น (蒜山高原) เป็นเนินเขากว้างเต็มไปด้วยหญ้าเขียวขจีและทุ่งดอกทานตะวันอันสวยงาม ใครเห็นก็อยากจะวิ่งเล่นรอบเนินเขานี้แน่นอน

ไม่ใช่แค่กิจกรรมบนเขาเท่านั้น กิจกรรมทางทะเลก็มีมากไม่แพ้เหมือนกัน ภาพที่เห็นด้านบนเรียกว่า อุชิมาโดะ (牛窓) เป็นเมืองที่หันหน้าเข้าสู่ทะเลเซโตะใน (Seto Inland Sea) สามารถมองเห็นเกาะที่สวยงามได้ทั้งหมด และมีสถานที่ให้ดำน้ำและท่าเรือไว้สำหรับกิจกรรมทางทะเลด้วย นอกจากความสนุกแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้นั่งเรือครูซชมพระอาทิตย์ตกดินพร้อมดื่มด่ำไปกับบรรยากาศยามเย็นที่โรแมนติกอีกด้วย จะมาเป็นคู่หรือมาเป็นครอบครัวกับเด็กๆ ก็สนุกและเพลิดเพลิน

3. เพลิดเพลินกับอาหารแสนอร่อย

โอคายามะเป็นจังหวัดที่มีการปลูกองุ่นมากมายหลายพันธุ์ และปลูกองุ่นพันธุ์ Muscat of Alexandria มากที่สุดในญี่ปุ่นรวมถึงพันธุ์พิโอเน่ (Pione) และมีร้านค้ามากมายที่ขายผลไม้สดๆ มากมาย

ตามคาเฟ่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มหรือพาร์เฟ่ต์ล้วนแต่ใช้ผลไม้สดใหม่แน่นทุกเมนูเลยล่ะ นอกจากนี้บางร้านจะมีผลไม้ตามฤดูกาลจำหน่าย ทำให้สามารถเพลิดเพลินและได้ลิ้มรสผลไม้ต่างๆ ตลอดปี

ส่วนเรื่องอาหารนั้น อาหารขึ้นชื่อเมื่อมาถึงโอคายามะแล้วต้องทานคือ “เดมิคัตซึ” เป็นเมนูที่นำทงคัตซึชิ้นโตมาราดด้วยซอสเดมิกราซ (demi glace sauce) ซึ่งแต่ละร้านจะเสิร์ฟในรูปแบบที่แตกต่างกัน บางร้านเอาทงคัตซึและซอสเดมิกราซราดมาบนข้าว บางร้านก็แยกข้าวมาพร้อมกับซุปมิโซะ ถึงจะเป็นเมนูเดียวกันแต่ก็จะได้ทานเดมิคัตซึในรูปแบบต่างๆ สนุกไปอีกแบบนะคะ

4. สนุกสนานกับกิจกรรมมากมายทั้งกับเพื่อนและครอบครัว

ที่โอคายามะมีเทศกาลที่เรียกว่า เทศกาลอุราจะ (Uraja Festival) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่สามารถร่วมสนุกได้ทุกคน เป็นเทศกาลที่ครึกครื้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนานในฤดูร้อนทุกปี

 

เมืองโอคายามะยังขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีหิ่งห้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในฤดูร้อนจะมีเทศกาลสำหรับให้ชมหิ่งห้อยเรียกกันว่า “HOTARU Fes” ด้วยนะคะ

สวนโอคายามะ โคราคุเอ็น (岡山後楽園) นับเป็น 1 ใน 3 อันดับสวนสวยที่สุดของญี่ปุ่นเชียวล่ะ เป็นสวนของขุนนางในระบบศักดินาจึงเป็นสวนที่คงความสวยงามแบบดั้งเดิม เวลามีกิจกรรมต่างๆ จะเปิดโคมไฟสลัวทั่วสวนอย่างสวยงามโรแมนติก

5. เต็มไปด้วยบ้านเมืองที่สวยงาม

เขตอนุรักษ์คุราชิกิบิคัง (倉敷美観地区) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ห้ามพลาดเลยทีเดียว บรรยากาศให้ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปในอดีตสมัยเอโดะ สองข้างทางเรียงรายด้วยบ้านแบบญี่ปุ่นสมัยเก่า ใครที่อยากนั่งชมบ้านเมืองสบายๆ สามารถนั่งเรือพายได้ด้วยนะคะ

โอคายามะก็ขึ้นชื่อเรื่องเสื้อผ้าด้วยนะคะ เราสามารถไปเจอสินค้ายอดฮิตได้ที่ โคจิมะจีนส์สตรีท (児島ジーンズストリート) ที่ตั้งอยู่ใกล้สะพานเอโตะโอฮาชิซึ่งสามารถเดินทางไปได้ง่าย เนื่องจากอุตสาหกรรมด้านสิ่งทอมีการพัฒนามาก ทำให้ที่นี่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมยีนส์ที่ดังระดับโลกเลยก็ได้ รอบๆ จะแขวนยีนส์ไว้เหมือนภาพด้านบบน ราวกับหลุดมาอีกโลกหนึ่งไปเลย มาถึงนี่แล้วอย่าลืมถ่ายภาพนี้ไว้เป็นที่ระลึกด้วยนะคะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ เมืองโอคายามะที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ อาหาร และวัฒนธรรมที่สวยงาม นอกจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติแล้ว ยังสามารถลิ้มรสอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบที่สดใหม่จากธรรมชาติได้ ใครกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ โอคายามะก็เป็นอีกเมืองที่น่าสนใจไม่เบาเลยนะคะ    สล็อตเว็บตรง

พาไปหลงเสน่ห์อาคิตะ จังหวัดที่ธรรมชาติและวัฒนธรรมมาบรรจบกันอย่างสวยงาม

ถ้าเอ่ยถึงชื่อจังหวัดอาคิตะ หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงน้องหมาแสนรู้น่ารักที่มีต้นกำเนิดที่จังหวัดอาคิตะ แต่นอกจากน้องหมาแล้ว จังหวัดอาคิตะยังมีธรรมชาติที่สวยงามมากมายอย่างหุบเขาดาคิกาเอริ และคาคุโนะดาเตะหมู่บ้านซามูไรที่ไม่ว่าจะไปเยือนฤดูไหนก็สวยงดงามเสมอ

และเรายังได้สัมผัสกับวัฒนธรรมอาหารจากเมนูท้องถิ่นเลื่องชื่ออย่างคิริทัมโปะ และ ไก่บ้านฮิไนจิโดริ ที่ถ้ามาเยือนอาคิตะแล้วต้องหาชิมให้ได้ รวมถึงมาเงะวัปปะสินค้าท้องถิ่นอันทรงคุณค่าทำจากต้นซีดาร์อาคิตะ ที่ว่ากันว่าเป็นไม้เนื้อหอมที่ดีที่สุด ถ้าเพื่อน ๆ พร้อมแล้วก็ไปอ่านบทความกันต่อได้เลยค่ะ

บทความนี้เป็นบทความที่ 2 ในซีรีย์ทริปท่องเที่ยวชมใบไม้แดงในโทโฮคุที่มี 3 ตอนด้วยกัน สำหรับเพื่อนๆ ที่เพิ่งเข้ามาติดตาม สามารถกลับไปอ่านบทความตอนที่ 1 ที่พวกเราไปยามากาตะกันได้ค่ะ และรออ่านตอนที่ 3 กันต่อไปด้วยนะคะ

ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่หมู่บ้านซามูไรคาคุโนะดาเตะ

Kakunodate_201208_11
หมู่บ้านซามูไรคาคุโนะดาเตะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

วันต่อมาพวกเราไปเที่ยวกันต่อที่ถนนหมู่บ้านซามูไรคาคุโนะดาเตะ (角館武家屋敷通, Kakunodate Bukeyashiki Dоri) หรือบางคนก็เรียกว่าลิตเติ้ลเกียวโต (Little Kyoto) นอกจากที่นี่จะมีชื่อเสียงในฐานะจุดชมซากุระแล้ว ใบไม้เปลี่ยนสีก็เป็นอีกช่วงที่มีสีสันไม่แพ้กัน ..พิกัดนี้แนะนำว่าต้องปักหมุดเลยค่ะ

สีสันของฤดูใบไม้ร่วงที่สะกดทุกสายตา (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ตลอดเส้นถนนบุเคะยาชิกิ (Bukeyashiki Street) ของหมู่บ้านซามูไรคาคุโนะดาเตะนั้นมีเป็นย่านหมู่บ้านซามูไรอายุหลายร้อยปีที่ได้รับการอนุรักษ์และยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ด้านข้างถนนจะเต็มไปด้วยต้นซากุระที่เป็นสายพันธุ์มาจากเกียวโต ต้นเมเปิ้ล ต้นแปะก๊วย และต้นสนที่แต่ละต้นอายุหลักร้อยปีขึ้นไป บรรยากาศและสไตล์ที่มีกลิ่นอายคล้ายกับเกียวโตทำให้ที่นี่ได้รับการขนานนามว่าเป็นลิตเติ้ลเกียวโตแห่งโทโฮคุนั่นเองค่ะ

บรรยากาศบ้านซามูไร (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ด้านถนน 2 ข้างทางก็ยังคงหลงเหลือบ้านซามูไรให้เราได้ชมกันด้วยค่ะ บ้านซามูไรบางหลังยังมีลูกหลานเชื้อสายซามูไรอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน บนถนนเส้นนี้จะมีบ้านซามูไรจำนวน 6 หลังที่เปิดให้เข้าชม มีทั้งเข้าชมฟรี และที่มีค่าเข้า ภายในบ้านแต่ละหลังก็จะมีการจัดแสดงวิถีชีวิตของซามูไรในสมัยก่อนรวมถึงวัตถุโบราณ อาทิ ชุดเกราะซามูไรและดาบที่เราสามารถลองสัมผัสหรือยกได้ (ช่วงโควิด-19 ต้องสวมถุงมือและฉีดแอลกอฮอล์ก่อนจับดาบค่ะ)

นอกจากนี้ยังมีสวนญี่ปุ่นงามๆ และบ้านซามูไรบางแห่งที่เปิดเป็นคาเฟ่ให้นั่งพักกันอีกด้วย ซึ่งภาพใบไม้แดงที่ตัดกับอาคารบ้านซามูไรเก่าแก่เป็นภาพที่สวยงามมาก ใครที่ชอบถ่ายรูปคงจะฟินกับที่นี่แน่นอนค่ะ

สัมผัสบรรยากาศพิเศษด้วยการนั่งรถลากไปรอบๆ คาคุโนะดาเตะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ถ้าอยากเพิ่มความฟิน อินกับบรรยากาศย้อนยุคเข้าไปอีก แนะนำนั่งรถลากซึ่งมีบริการหลายเจ้าเลยค่ะ คนลากรถก็จะคอยอธิบายที่มาที่ไปและไฮไลท์ของหมู่บ้านซามูไรให้เราได้ฟังด้วย แต่เป็นเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นนะคะ โดยมีค่านั่ง 3,000 เยน (15 นาที), 5,000 เยน (30 นาที), 9,000 เยน (60 นาที)

Kakunodate Samurai Residence Street (角館武家屋敷通 Kakunodate Bukeyashiki Dori)
ที่อยู่: Higashi-katsurakucho, Omotemachi, Kakunodate-machi, Semboku-shi, Akita 014-0331
การเดินทาง : ลงรถไฟที่สถานี JR Kakunodate แล้วเดินต่อ 20 นาที

แวะชิมอินานิวะอุด้งและไก่ฮิไนจิโดริ เมนูท้องถิ่นห้ามพลาดที่คาคุโนะดาเตะ

นั่งทานมื้อกลางวันที่ Sakura no Sato (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

สำหรับมื้อกลางวัน วันนี้เราไปที่ร้าน Sakura no Sato (桜の里) ที่ตั้งอยู่ที่ถนนบุเคะยาชิกิของคาคุโนะดาเตะ ตัวร้านเป็นบ้านเก่าสไตล์ญี่ปุ่นให้อารมณ์แบบลิตเติ้ลเกียวโต ร้านนี้เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2015 มีที่นั่งภายในร้าน 12 ที่นั่งแบบโต๊ะ และ 12 ที่นั่งแบบเสื่อทาตามิ

sakura no sato lunch set
เซ็ตมื้อกลางวันที่รวมอินานิวะอุด้งและฮิไนจิโดริโดยาโกะด้ง (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ไฮไลท์ของอาหารท้องถิ่นที่นี่คือ อินานิวะ อุด้ง (稲庭うどん, Inaniwa Udon) อุด้งเส้นนวดมือที่ทำสด ๆ ทุกวัน และฮิไนจิโดริโอยาโกะด้ง (比内地鶏親子丼, Hinaijidori Oyakodon) ที่มีชิ้นไก่เนื้อแน่นและราดซอสรสชาติกลมกล่อม ฮิไนจิโดริเป็นไก่บ้านที่ถูกเลี้ยงตามธรรมชาติและมีไขมันในเนื้อต่ำ ใครมาเยือนจังหวัดอาคิตะ บอกเลยว่าต้องห้ามพลาดกับเมนูไฮไลท์เหล่านี้

inaniwa udon
อินานิวะอุด้งเส้นนุ่มลื่น (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม: อินานิวะอุด้งเป็นเมนูอุด้งขึ้นชื่อของจังหวัดอาคิตะที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาแบบรุ่นต่อรุ่น กว่า 160 ปี จุดเด่นอยู่ที่การนวดเส้นให้มีความนุ่ม ลื่นคอ และที่สำคัญก็คือ อุด้งทุกเส้นที่จำหน่ายนั้นไม่ได้ผ่านการนวดด้วยเครื่องจักร แต่เป็นการนวดด้วยมือเท่านั้น โดยใช้เทคนิคการผลิตแบบดั้งเดิมที่ยังคงอนุรักษ์เอาไว้ ทำให้อินานิวะ อุด้งมีเสน่ห์และอร่อยไม่เหมือนใคร

สำหรับร้าน Sakura no Sato เป็นร้านฮอตฮิตร้านดังของถนนบุเคะยาชิกิ ถ้ามาช่วงเวลามื้อกลางวันพอดีอาจจะมีคิวยาวสักหน่อย แนะนำให้มาช่วงบ่าย ๆ คิวจะน้อยและรอไม่นานค่ะ เดินเล่นถ่ายรูปไปก่อนพอหิวโซแล้วค่อยแวะมากินอีกที

Sakura no Sato (桜の里)
ที่อยู่: 9 Higashi-katsurakucho, Omotemachi, Kakunodate-machi, Semboku-shi, Akita 014-0367
การเดินทาง : ลงรถไฟที่สถานี JR Kakunodate แล้วเดินต่อ 15 นาที
เวลาทำการ : 9.00 น. – 17.00 น.

ชมใบไม้เปลี่ยนสีสุดว้าวที่ หุบเขาดาคิกาเอริ

สีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่หุบเขาดาคิกาเอริ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

หุบเขาดาคิกาเอริ (抱返り渓谷, Dakigaeri Valley) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติของเมืองเซมโบกุ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักชมใบไม้เปลี่ยนสี เพราะเอกลักษณ์ของที่นี่คือแม่น้ำทามะ (Tama River) ที่ไหลผ่านช่องเขาจะเป็นสีฟ้าสด ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงสีของน้ำกับแมกไม้จะตัดกันอย่างงดงาม หรือหากเดินทางมาในฤดูร้อนสีเขียวของเหล่าพรรณไม้ที่แตกยอดอ่อนก็ให้ความรู้สึกสดชื่นมาก

วิวสีสันฤดูใบไม้ร่วงที่หุบเขาดาคิกาเอริ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ดาคิกาเอริ มีความหมายว่า การโอบกอดและหันกลับ ที่มาของชื่อนั้นมาจากริมหุบเขาที่สูงชันนั่นเอง ในอดีตทางเดินนั้นแคบและชันมากจนหากมีคนสองคนเดินสวนทางกันเพื่อที่จะผ่านไปได้พวกเขาจะต้อง “ดาคิกาเอริ” ซึ่งหมายถึง “โอบกอดและหันกลับ” เส้นทางเดินป่าที่นี่จะพาเราเข้าป่าในหุบเขา โดยมีจุดชมแม่น้ำทามากาวะและน้ำตกหลายแห่ง เช่นน้ำตกมิคาเอริโนะทากิที่มีม่านน้ำหนาไหลตกลงมาตามแนวหินที่ล้อมรอบด้วยใบไม้เขียวชอุ่มเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของหุบเขา

เส้นทางชมธรรมชาติยาว 1.5 กม. ที่จะพาเพื่อนๆ ไปชมธรรมชาติสุดสวยงาม (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น) 

จากสะพานคามิโนะอิวะฮาชิ (Kami no Iwahashi) สีแดงสด เดินลึกเข้าไปยังเส้นทางเดินธรรมชาติที่มีความยาว 1.5 กิโลเมตรลัดเลาะป่า อุโมงค์หิน แล้วเราจะพบกับบริเวณที่สองข้างทางมีวิวมุมสูงที่มองเห็นแม่น้ำทามากาวะอยู่เบื้องล่าง เดินผ่านพ้นอุโมงค์ก็จะพบกับน้ำตกมิคาเอริ (Mikaeri-no-taki) ซึ่งอยู่ทางด้านขวามือพอดิบพอดี ได้ยินเสียงน้ำตกที่ไหลกระทบเบื้องล่าง ได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีไปด้วย วิวนี้คุ้มมาก ๆ ค่ะ

mikaeri waterfall
น้ำตกมิคาเอริ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

น้ำตกมิคาเอริ (見返りの滝. Mikaeri-no-taki) เป็นน้ำตกหนึ่งในจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุดของหุบเขาดาคิกาเอริ ตัวน้ำตกมีขนาดใหญ่และไหลลงมาตามหินผาที่ล้อมรอบด้วยป่าเขียวขจี โดยมีความสูง 30 เมตรเหนือหน้าผาของหุบเขาดาคิกาเอริ เมื่อได้เห็นน้ำตกมิคาเอริ จะเข้าใจความหมายของชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า “กาเอริ (หันกลับไปมองอีกรอบ)” เพราะน้ำตกนั้นสวยมากจนต้องหันกลับไปมองแล้วมองอีกนั่นเองค่ะ

Dakigaeri Gorge (抱返り渓谷)
ที่อยู่: Tazawako Sotsuda, Semboku-shi, Akita, 014-1113
การเดินทาง: จากสถานี JR Kakunodate ให้ต่อแท็กซี่ประมาณ 15 นาที (ช่วงฤดูชมใบไม้แดงจะมีรถ Shuttle Bus บริการรับส่งฟรี)
ค่าเข้าชม: เข้าฟรี
ฤดูกาลที่แนะนำ: ฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม-พฤศจิกายน), ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม)

คิริทัมโปะ เมนูท้องถิ่นของอาคิตะ มาเยือนถึงถิ่นต้องห้ามพลาด

มื้อเย็นนี้มาทานคิริทัมโปะกัน (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

สำหรับมื้อเย็น เราจะไปลองอีกเมนูพื้นเมืองชื่อดังของอาคิตะกัน นั่นคือคิริทัมโปะ (きりたんぽ, ข้าวที่ถูกตำให้เป็นแป้งแล้วปั้นพันรอบไม้ซีดาร์ก่อนจะนำไปย่าง) มื้อนี้เราไปที่ร้าน Akita Kiritanpoya ร้านอาหารที่มีอาหารพื้นเมืองของจังหวัดอาคิตะเกือบทุกเมนูรวมถึงคิริทัมโปะ ภายในร้านจะจัดธีมเป็นเหมือนกับบ้านนายพราน (マタギの家, matagi no ya) โดยภายในร้านตกแต่งด้วยเครื่องมือทำนา เครื่องมือล่าสัตว์ และหนังหมีต่างๆ ซึ่งนักล่าสัตว์ในอดีตออกล่าในพื้นที่ภูเขา เช่น ฮอกไกโด โทโฮคุ คันโตเหนือ บรรดานักล่าสัตว์มักจะออกล่าเป็นกลุ่มและใช้วีธีล่าสัตว์แบบโบราณ

คิริทัมโปะ ที่ย่างร้อน ๆ ภายในร้าน (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

นอกจากจะได้อร่อยกับคิริทัมโปะแล้ว เรายังจะได้เห็นคิริทัมโปะตอนย่างในเตาร้อนๆ ด้วยค่ะ และนอกจากเมนูทั่วไปอย่างคิริทัมโปะนาเบะแล้ว ยังมีอีกเมนูนั่นคือมาตางิคิริทัมโปะนาเบะ เมนูนี้จะเป็นการนำคิริททัมโปะไปต้มในซุปมิโสะ โดยว่ากันว่าเป็นวิธีอร่อยกับคิริทัมโปะแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ในซุปยังมีเนื้อสัตว์ป่าเช่นเนื้อกระต่ายและเนื้อหมูป่าด้วย

มื้อค่ำนี้เป็นอาหารท้องถิ่นอาคิตะล่ะค่ะ! (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

นอกจากคิริทัมโปะแล้ว พวกเรายังสั่งฮิไนจิโดรินากิโทริ (เมนูไก่ย่างเสียบไม้) และยากิโซบะ (เส้นโซบะผัด) สไตล์โยโกเตะที่จะเสิร์ฟพร้อมกับไข่ดาวที่โปะลงบนจานด้วย ทั้งหมดนี้เป็นเมนูที่อร่อยและเข้าถึงรสชาติได้ไม่ยากเลย

ถ้าเพื่อนๆ อยากรู้จักร้านนี้อย่างไว สามารถชมคลิปรีวิวร้านนี้ได้ที่นี่ค่ะ

Akita Kiritanpoya Akita-ekimae Honten (秋田きりたんぽ屋 秋田駅前本店)
ที่อยู่: 2-7-6 Nakadori, Akita-shi, Akita 010-0001
การเดินทาง:ลงรถไฟที่สถานี JR Akita (秋田駅) เดินต่อ 2 นาที
เวลาทำการ:

จันทร์-เสาร์: 17:00–23:00 น.
คืนก่อนวันหยุดราชการ: 17:00–0:00 น.
อาทิตย์ และวันหยุดราชการ: 11:30–15:00 น. / 17:00–0:00 น.

แวะเยี่ยมสุนัขสายพันธุ์อาคิตะที่เมืองโอดาเตะ

Akita Dog Visitor Center (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ถ้าคุณเป็นคนรักน้องหมา เมืองโอดาเตะเป็นเมืองที่คุณห้ามพลาด เพราะเมืองนี้เป็นเมืองต้นกำเนิดของน้องหมาพันธุ์อาคิตะ โดยเมืองนี้มี “Akita Dog Visitor Center (秋田犬の里, Akita inu no sato)” เป็นแหล่งรวมคนรักน้องหมาอาคิตะ ซึ่งฮาจิโกะ สุนัขผู้ภักดีที่รอคอยเจ้านายกลับมาจนถึงวันสิ้นลมเองก็เป็นสายพันธุ์อาคิตะเช่นกัน ภายในอาคารมีมุมนิทรรศการบอกเรื่องราวเกี่ยวกับน้องหมาฮาจิโกะให้เราได้ชมกันด้วย

มาพบน้องหมาอาคิตะตัวจริงเสียงจริงกัน (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

นอกจากนี้ภายในยังมีของฝากต่าง ๆ รวมถึงสินค้าไอเทมน้องหมาอาคิตะให้ซื้อติดไม้ติดมือกลับไปด้วย เชื่อว่าทาสน้องหมาต้องฟินแน่นอนค่ะ

บรรดาของฝากธีมน้องหมาอาคิตะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

 

ที่ Akita Dog Visitor Center นี้ นอกจากพบน้องหมาอาคิตะตัวจริงเสียงจริงแล้ว เรายังสามารถซื้อของที่ระลึกต่างๆ ได้ด้วย รวมถึงของที่ระลึกธีมน้องหมาอาคิตะที่คนรักหมาต้องเลิฟแน่นอน

แวะถ่ายรูปกับรถรางสีเขียวน่ารัก (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

บริเวณใกล้ ๆ กัน ก็มีรถรางสีเขียวที่เคยเป็นแลนด์มาร์กจุดนัดพบที่หน้าสถานีชิบุย่า ซึ่งตอนนี้ไม่มีแล้วเพราะถูกย้ายมาตั้งที่เมืองโอดาเตะ ในจังหวัดอาคิตะ บ้านเกิดของน้องหมาฮาจิโกะ สุนัขสายพันธุ์อาคิตะ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 ที่ผ่านมาค่ะ สาวแซ่บ & อปลุง ขอเก็บภาพมาฝากทุกคนนะคะ ถ้ามาญี่ปุ่นครั้งหน้าอย่าลืมแวะมาถ่ายรูปเช็กอินกับเจ้ารถรางสีเขียวกันนะคะ ตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟ บริเวณ Akita Dog Visitor Center เดินได้ 2 นาทีถ้วนค่ะ และที่นี่ก็มีรูปปั้นน้องหมาฮาจิโกะด้วยนะคะ

Akita Dog Visitor Center (秋田犬の里)
ที่อยู่: 13-1 Onaricho, Odate City, Akita
การเดินทาง: ลงรถไฟที่สถานี JR Odate (大館駅) แล้วเดินต่อ 2 นาที
เวลาทำการ: 09:00–18:00 น. (เม.ย. – ต.ค.) / 09:00–17:00 น. (พ.ย.–มี.ค.) / ปิดทำการวันที่ 31 ธ.ค. และ 1 ม.ค.
ค่าเข้า: เข้าฟรี

ทดสอบฝีมือกันกับเวิร์คช็อปงานไม้ “มาเงะวัปปะ”

มาเงะวัปปะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

มาเงะวัปปะ (曲げわっぱ) เป็นไอเทมท้องถิ่นชื่อดังของจังหวัดอาคิตะที่จัดได้ว่าเป็นงานคราฟต์ชั้นสูงที่ขึ้นชื่อและก็มีราคาสูงด้วย เพราะเป็นไอเทมที่ทำจากไม้ซีดาร์อาคิตะที่มีอายุหลายร้อยปีเท่านั้น โดยจะนำมาทำเป็นภาชนะใส่อาหารต่าง ๆ ซึ่งเป็นวิธีการทำที่มีมานานกว่า 150 ปีแล้ว

วันนี้สาวแซ่บ & อปลุง ได้มีโอกาสเปิดประสบการณ์ทำงานฝีมือทำถาดมาเงะวัปปะด้วยตัวเอง ที่ Odate Kougeisha บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการทำมาเงะวัปปะที่เปิดกิจการมาตั้งแต่ปี 1959 โดยพนักงานทุกคนในบริษัทต่างมีจุดประสงค์เดียวร่วมกัน คือการส่งต่องานคราฟต์อันทรงคุณค่าไปให้ถึงคนรุ่นหลังได้สืบสานต่อ ๆ กันไป

magewappa
ถาดมาเงะวัปปะที่พวกเราจะทำกัน (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

สำหรับการทำมาเงะวัปปะถาดไม้ใส่ขนมขนาด 18 ซม. ใช้เวลาทำประมาณ 1.5 ชั่วโมง ดูเหมือนจะเป็นงานที่ง่าย แต่จริง ๆ แล้วไม่ง่ายอย่างที่คิด และจากการทำเวิร์คช็อปนี้ เราเพิ่งจะรู้ว่าไม้ซีดาร์อาคิตะมีกลิ่นหอมด้วยค่ะ และลายเส้นของไม้ยังบ่งบอกถึงฤดูกาลที่ลายเส้นบนเนื้อไม้เกิดขึ้นด้วย โดยเส้นสีดำคือเกิดขึ้นช่วงฤดูหนาว ส่วนสีขาวคือช่วงฤดูร้อน ลักษณะเด่นของไม้ซีดาร์อาคิตะคือ ผิวเรียบและลื่น มีกลิ่นหอม มีความเงา และไม่มีรอยตา ยิ่งอายุเกิน 100 ปีจะมีลายไม้ที่สวยงาม ดังนั้นมูลค่าของมาเงะวัปปะจึงสูงมาก ๆ ค่ะ

magewappa set
ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ในเซ็ตทำมาเงะวัปปะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ภายในเซ็ตที่จะทำถาดใส่ขนมมีการประกอบเป็นวงกลมมาให้แล้วเพื่อประหยัดเวลาค่ะ เพียงแค่เรานำทั้ง 3 ส่วนมาประกอบติดกันด้วยกาว แล้วตอกไม้ในแต่ละจุดเพื่อเพิ่มความแน่น หลังจากที่ประกอบเรียบร้อยแล้วก็ต้องขัดเงา ลบกาวออก ขั้นตอนนี้ใครมีฝีมือในการทำงานประดิษฐ์คงไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ

magewappa workshop
ถาดขนมมาเงะวัปปะที่เสร็จเรียบร้อย (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เมื่อทำเสร็จแล้วอาจารย์ก็จะมอบใบประกาศให้ด้วยค่ะ ดีงามมาก ๆ เลย อาจารย์ที่ใจดีของเรายังสาธิตวิธีการดัดไม้ให้เป็นรูปวงกลมให้ชมอีกด้วยค่ะ เทคนิคนี้จะอาศัยการแช่ไม้ในน้ำ แล้วนำขึ้นมารีดน้ำออก จากนั้นค่อยงอให้เป็นรูปวงกลมแล้วใช้ไม้หนีบทีี่อาจารย์ประดิษฐ์ขึ้นเองมาหนีบไว้ให้คงรูป ขั้นตอนทั้งหมดนี้ต้องใช้ทักษะขั้นสูงเป็นอย่างมาก

ไม้มาเงะวัปปะที่กำลังถูกดัดให้เข้ารูป (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

การดูแลรักษามาเงะวัปปะทำได้โดยการล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจานชนิดอ่อน ๆ เมื่อล้างเสร็จแล้วให้ทำให้แห้งด้วยการคว่ำ หรือนำไดร์เป่าผมมาเป่าให้แห้ง ซึ่งจะยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น และควรหลีกเลี่ยงซอสสีเข้มต่าง ๆ เพราะอาจจะทำให้ชิ้นงานเป็นรอยด่างได้ นอกจากนี้ก็ไม่ควรนำเข้าไมโครเวฟหรือเครื่องล้างจานค่ะ

magewappa souvenirs
บรรดาของฝากมาเงะวัปปะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ก่อนกลับพวกเราแวะช้อปปิ้งซื้อสินค้าคุณภาพเป็นที่ระลึกกลับบ้าน สินค้าทุกชิ้นมีดีไซน์ดี คุณภาพสูง เพราะเป็นงานที่ทำด้วยมือทุกชิ้น พวกเราได้ซื้อตะเกียบไม้กลับมาเป็นที่ระลึกค่ะ เพราะมีน้ำหนักเบามาก ๆ และขัดเกลามาอย่างสวยงาม

Odate Kogeisha Handicraft Studio (大館工芸社ハンディクラフトスタジオ)
ที่อยู่:29-15 Ieushiro, Shakanai, Odate-shi, Akita 017-0012
การเดินทาง : นั่งรถไฟ JR ลงที่สถานี Odate แล้วนั่งรถต่อ 10 นาที
เวลาทำการ: 10.00 – 16.00 น.
สำหรับการทำเวิร์คช็อปนั้น ผู้สนใจต้องติดต่อจองล่วงหน้า

การเดินทาง

• อาคิตะ: นั่งรถไฟชินกันเซ็นสาย Akita Shinkansen จาก สถานี JR Tоkyо (東京駅) ไปสถานี Akita (秋田駅) ใช้เวลา 230 นาที
• โอดาเตะ: นั่งรถไฟ Limited Express Tsugaru (90 นาที) จากสถานี Akita ไปสถานี JR Оdate (大館駅)
• คาคุโนะดาเตะ: นั่งชินกันเซ็นสาย Akita Shinkansen ใช้เวลา 45 นาทีจากสถานี Akita ไปสถานี Kakunodate (角館駅) หรือถ้าเดินทางมาจากโตเกียว สามารถนั่งชินกันเซ็นสาย Akita Shinkansen ได้เช่นกัน โดยใช้เวลา 190 นาที

หากเพื่อน ๆ กำลังวางแผนท่องเที่ยวจังหวัดอาคิตะกันอยู่ หวังว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์นะคะ และคิดว่าเพื่อน ๆ ก็คงจะหลงเสน่ห์จังหวัดอาคิตะไม่แพ้พวกเราแน่ ๆ ค่ะ ใครไปตามรอยมาแล้วแวะมาเล่าให้ฟังด้วยนะคะ สำหรับบทความหน้า มาติดตามการท่องเที่ยวชมวิวฤดูใบไม้ร่วงแบบเต็มอิ่มกับเราในท้องที่ไอสึ จังหวัดฟุกุชิม่ากันค่ะ    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

“ซูชิห่อใบพลับ” ของดีจังหวัดนารา ที่ไม่ได้มีแต่ที่จังหวัดนารา

“ซูชิห่อใบพลับ” ของดีจังหวัดนารา ที่ไม่ได้มีแต่ที่จังหวัดนารา
“ซูชิห่อใบพลับ” ของดีจังหวัดนารา ที่ไม่ได้มีแต่ที่จังหวัดนารา

สมัยก่อนตอนที่ผู้เขียนยังอยู่ที่โอซาก้า ผู้เขียนบังเอิญได้เจอกับสินค้าตัวนึงในซุปเปอร์มาร์เก็ต นั่นก็คือ “ซูชิห่อใบพลับ” (คาคิ โนะ ฮะ ซูชิ 柿の葉寿司) พอได้ไปเที่ยวจังหวัดนารา ลงรถไปปั๊บก็เห็นมี “ซูชิห่อใบพลับ” แพ็คใส่กล่องขายอย่างดี นัยว่าเป็นสินค้าของฝากสำหรับนักท่องเที่ยว เป็นของดีอย่างหนึ่งประจำจังหวัด จำได้ว่าเป็นซูชิหน้าปลาซาบะดองและแซลมอน อร่อยดีเหมือนกัน และใบพลับก็มีกลิ่นเฉพาะของมัน วันนี้ขออนุญาตเล่าเรื่องของประวัติความเป็นมาของ “ซูชิห่อใบพลับ” เท่าที่ได้ค้นหามาดังนี้นะครับ

ความเป็นมาของซูชิห่อใบพลับ

สมัยก่อนราวยุคเอโดะ มีทางหลวงสายฮิวาชิคุโนะไคโด (東熊野街道) ซึ่งเชื่อมต่อเมืองคุมาโนะกับโยชิโนะและคาชิฮาระ ถนนสายนี้ก็ถูกเรียกว่าเป็น “ถนนสายปลาซาบะ” อีกเส้นหนึ่งเหมือนกัน ปลาซาบะที่เขาจับได้เอามาขึ้นที่คุมาโนะเขาก็จะเอามาดองเกลือ อัดใส่ตะกร้าสะพายหลังแล้วขนเอาไปขายตามหมู่บ้านต่างๆ ตามถนนหรือที่อยู่ตามหุบเขา (คงยังจำกันได้ว่าปลาซาบะดองเป็นเรื่องของคนจังหวัดไม่ติดทะเล ก็ต้องกินปลาดองกัน) ชาวบ้านแถวโยชิโนะเขาก็เอาชิ้นปลาแล่บางๆ (ที่ต้องหั่นบางๆ ก็เพราะมันเค็ม) แปะบนข้าว เอาใบพลับมาห่อ (ชาวบ้านแถวบ้านปลูกต้นพลับกันทุกบ้าน ถ้าใบเดียวห่อไม่มิดก็เอาสองใบห่อ) เอาอัดใส่ถังให้แน่น (ไม่มีช่องว่าง) เอาหินทับ หมักสักหนึ่งเดือนก็ได้ที่ก็กลายเป็นซูชิกินได้ (เปรี้ยวได้ที อันนี้คือวิธีอย่างโบราณเลยเหมือนปลาส้มบ้านเรา เปรี้ยวเพราะการหมักไม่ใช่เปรี้ยวเพราะใส่น้ำส้มสายชู) เป็นของดีไว้กินยามมีเทศกาล (สำหรับสมัยโบราณตามหมู่บ้านหลังเขา มีปลาทะเลกินนี่ถือว่าหรูแล้วนะครับ)

สารแทนนินที่มีอยู่ในใบพลับนั้นมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย กันบูด ทำให้โปรตีนแข็งตัว ช่วยกระชับเนื้อปลาซาบะให้แน่นขึ้น กลิ่นของใบพลับยังช่วยขจัดกลิ่นของปลาด้วย อันนี้นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างหนึ่งจริงๆ

ที่กล่าวมานี่คือซูชิอย่างโบราณจริงๆ เหมือนอย่างปลาส้ม แต่พอมาสมัยนี้คนญี่ปุ่นก็ชอบใช้วิธี “เปรี้ยวด่วน” ใส่น้ำส้มสายชูลงในข้าวอย่างที่เรารู้กันนั่นแหละครับ แต่ถึงกระนั้นก็ยังใช้วิธีเอาหินทับคล้ายๆ จะหมักไว้ค้างคืนอยู่ และจากที่เคยเป็นวิธีถนอมอาหารอย่างชาวบ้านที่อยู่ตามที่ห่างไกล ก็กลายเป็น “ของแปลก” สำหรับนักท่องเที่ยวได้ซื้อตามสถานีรถไฟอย่างที่ผู้เขียนได้เห็นและได้กินนั่นหล่ะครับ ปลาที่ใช้ก็เริ่มมีปลาอื่นตามรสนิยมสมัยใหม่อย่างปลาแซลมอน ปลากะพง ปลาไหล หมึกทาโกะ กุ้ง เห็ดหอม ไชเท้า ฯลฯ ขนาดก็ทำพอดีคำ กลายเป็นอาหารขายนักท่องเที่ยวเต็มตัวไปแล้วจริงๆ ประมาณว่านั่งรถไฟมาแล้วต้องซื้อกิน แต่วิธีการทำและหน้าตานี่ไปไกลจากแบบชาวบ้านดั้งเดิมไปแล้วพอสมควร แต่ที่หมู่บ้านคาวาคามิ ยังมีซูชิห่อใบพลับสูตรดั้งเดิมที่หมักปลาดองเกลือกับข้าวจนเป็นปลาส้ม (ไม่ใส่น้ำส้มสายชู) อยู่

 

ที่เมืองโยชิโนะ จังหวัดนารา ยังมีธรรมเนียมการเอาซูชิห่อใบพลับมาปิ้งนิดๆ ในฤดูหนาว นัยว่ากินแล้วอบอุ่นร่างกายดี

ที่จริงแล้วซูชิห่อใบพลับนั้นมีทำกินไม่ใช่แค่เมืองโยชิโนะจังหวัดนาราเท่านั้น แต่ยังมีที่จังหวัดวากายามะ จังหวัดอิชิกาวะ และจังหวัดทตโตริด้วย ซึ่งวัตถุดิบก็ต่างกันไปอีกตามท้องถิ่น ซูชิห่อใบพลับแบบเขตท้องที่คากะ จังหวัดอิชิกะวะนั้น จะมีสูตรพลิกแพลงคือเอากุ้งซากุระ หรือสาหร่ายสีเขียวโรยไปบนข้าวด้วย ส่วนเครื่องข้างหน้าก็อาจเป็นปลาซาบะ ปลาแซลมอน ปลาบุริ (ปลาหางเหลือง) หรือบางท้องที่ก็ใส่หนังปลาวาฬ เอาใส่ถัง เอาอะไรหนักๆ ทับ หมักข้ามคืนหรือสักหลายๆ วันก็กินได้ เป็นของกินในเทศกาลปลายฤดูร้อนต้นฤดูใบไม้ร่วง ทำกินในครัวเรือน

 

 

ส่วนที่เขตท้องที่ชิสึ จังหวัดทตโตรินั้น จะใช้ปลามาสุ (ปลาเทราท์) ดองน้ำส้มเป็นเครื่องบนข้าว ใส่ซันโช 山椒 (พริกไทยญี่ปุ่น) ด้วย แต่ทุกวันนี้การทำซูชิห่อใบพลับในครัวเรือนที่เขตท้องที่ชิสึนั้นน้อยลง จนเมื่อปี พ.ศ. 2530 กลุ่มวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์พิเศษนางิ (那岐特産品開発研究会) จึงก่อตั้งขึ้นโดยเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อทำซูชิห่อใบพลับของเขตท้องที่ชิสึให้กลายเป็นสินค้า

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับของดีพื้นถิ่นของญี่ปุ่นอีกอย่างหนึ่ง ใครได้ไปเที่ยวนารา ลงรถไฟอย่าลืมลองซื้อกินดูนะครับ จริงๆ นาราทสึเกะ (ผักดองกากเหล้า) นี่ก็ของดีเมืองนาราอีกอย่าง นาราไม่ได้มีแต่วัดกับกวางนะครับ (ฮา) ขอให้เจริญอาหารนะครับ    สล็อตเว็บตรง

สัมผัสเสน่ห์ทะเลใต้สวรรค์ของนักดำนำ้ที่ “หมู่เกาะเครามะ”

สัมผัสเสน่ห์ทะเลใต้สวรรค์

สัมผัสเสน่ห์ทะเลใต้สวรรค์ 

ช่วงนี้หลายคนอาจจะดูผีเสื้อจนเบื่อแล้ว ในบทความนี้เลยจะชวนทุกคนมาดูเต่าแทนค่ะ! ที่ “หมู่เกาะเครามะ” ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่อยู่ไม่ไกลจากนาฮะ เมืองหลวงของจังหวัดโอกินาว่าที่อยู่ใต้สุดของญี่ปุ่น ใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วอึดใจทุกคนก็จะได้พบกับนำ้ทะเลสวยๆ หาดทรายขาวๆ แล้วค่ะ!

มนต์เสน่ห์เกาะทางใต้

 

หมู่เกาะเครามะอยู่ห่างจากเมืองนาฮะไปทางตะวันตกประมาณ 40 กิโลเมตร สามารถเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับจากเมืองนาฮะได้โดยการนั่งเรือเฟอรี่ หมู่เกาะแห่งนี้มีนำ้ทะเลสีฟ้าครามใสมองเห็นแนวปะการังแสนสวยงาม และได้รับเลือกให้เป็นอุทยานแห่งชาติเครามะเมื่อปีค.ศ. 2014 นำ้ทะเลที่นี่สวยมากจนมีอีกชื่อว่า “เครามะบลู” ซึ่งก็มาจากนำ้ทะเลสีฟ้าใสเป็นประกายรอให้ทุกคนได้ไปสัมผัสนั่นเองค่ะ นอกจากทะเลสวยๆ แล้ว กิจกรรมบนเกาะก็สนุกไม่แพ้กัน มีทั้งดำนำ้ตื้น ดำนำ้ลึก พายเรือคายัก เจ็ตสกี และบานาน่าโบ๊ท แต่กิจกรรมที่อยากแนะนำคงหนีไม่พ้น “การดำนำ้” ค่ะ

สวรรค์ของเหล่านักดำนำ้

 

ด้วยจำนวนจุดดำน้ำรอบเกาะมากกว่า 100 จุด ความใสนำ้ทะเล ลักษณะภูมิประเทศ หาดทรายขาวสะอาด ปะการังที่อุดมสมบูรณ์กว่า 200 ชนิด และฝูงปลาน้อยใหญ่ที่คอยให้การต้อนรับ ทำให้หมู่เกาะคารามะได้รับการขนานนามว่าเป็น “แดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่านักดำนำ้” จากนักดำนำ้ทั่วโลก

ไปดูเต่ากับเรามั้ย?

 

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเครามะ” เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เป็นหมู่เกาะที่มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และเป็นพื้นที่เพาะพันธุ์เต่าทะเล สภาพภูมิอากาศเป็นแบบกึ่งเขตร้อนสามารถไปดำนำ้ไปตลอดทั้งปี ถ้าโชคดีอาจจะได้เจอสัตว์หายาก อย่าง เต่าอกดำริวกิว (Ryukyu black-breasted leaf turtle) หรือ กิ้งก่ามาดาระ (Kuroiwa’s ground gecko) ออกมาทักทายด้วยนะคะ!

 

ตอนนี้อาจจะยังชวนเธอคนดีไปดูเต่าตัวเป็นๆ ที่ญี่ปุ่นไม่ได้ ก็เปิดดูรูปผ่านบทความของ ANNGLE ไปก่อนนะคะ แค่รูปยังสวยขนาดนี้ ถ้าได้ไปเห็นของจริงจะสวยขนาดไหน! ถึงไม่รู้ว่าวิกฤตนี้จะจบเมื่อไหร่ แต่เชื่อว่ามันต้องมีวันจบแน่นอนค่ะ  สล็อตเว็บตรง

พาไปสัมผัส 7 เมือง “จุดแวะพักนักเดินทาง” ที่ราวกับย้อนอดีตกลับไปยุคเอโดะ

พาไปสัมผัส 7 เมืองจุดแวะพักนักเดินทาง

พาไปสัมผัส 7 เมืองจุดแวะพักนักเดินทาง
พาไปสัมผัส 7 เมืองจุดแวะพักนักเดินทาง

ย้อนกลับไปในยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) มีการกำหนดเส้นทาง “ห้าทางหลวง” หรือ “โกะไคโด” (五街道) ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อเมืองหลวงกับจังหวัดรอบนอก เช่น ถนนเส้นที่สำคัญที่สุดอย่าง Tokaido (東海道) ที่เชื่อมเมืองเอโดะ (เมืองหลวงใหม่) กับเกียวโต (เมืองหลวงเก่า) ก็เป็นเส้นทางที่มีผู้คนเดินทางผ่านกันอย่างคึกคัก ซึ่งปัจจุบันก็มีการนำชื่อนี้มาตั้งเป็นชื่อสายรถไฟชินคันเซ็นที่เชื่อมเมืองโตเกียวกับเมืองในเขตคันไซอีกด้วย

 

 

สำหรับนักเดินทางที่ต้องอาศัยการเดินเท้าหรือใช้ม้าเป็นพาหนะ จึงต้องใช้เวลากันหลายวันหลายคืนกว่าจะถึงจุดหมาย ในสมัยนั้นจึงมีการพัฒนาเมืองที่เป็นจุดแวะพักตามเส้นทางสายหลักรวมถึงเส้นทางสายรองต่างๆ ขึ้นมาหลายแห่ง ซึ่งมักจะประกอบไปด้วยที่พัก ร้านอาหาร โรงน้ำชา ร้านค้าต่างๆ รวมไปถึงจุดรวมป้ายประกาศที่ชาวเมืองและนักเดินทางสามารถมาอ่านข่าวสารได้จากที่นี่อีกด้วย

ในวันนี้ ผู้เขียนจะขอมาแนะนำ 7 จุดแวะพักสำหรับนักเดินทาง หรือ “ชุคุบะมะจิ” (宿場町) ที่ปัจจุบันยังคงเอกลักษณ์และกลิ่นอายความเป็นเอโดะอยู่ จะมีที่ไหนบ้าง ตามไปดูกันเลยค่ะ

Oouchijuku

Oouchijuku (大内宿) ในจังหวัดฟุกุชิมะ เป็นจุดแวะพักระหว่างเส้นทางจากเมือง Aizuwakamatsu (会津若松) จังหวัดฟุกุชิมะ และ Nikko Imaichi (日光今市) จังหวัดโทชิงิ

ในปัจจุบัน เมืองนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม และบรรดาตึกรามบ้านช่องต่างๆ ก็ได้รับการประกาศให้เป็นอาคารอนุรักษ์เมื่อเดือนเมษายน 1981 อีกด้วย

 

 

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชมที่นี่ นอกจากจะสามารถเพลิดเพลินไปกับการถ่ายรูป เดินชมเมือง และซื้อของที่ระลึกแล้ว ยังสามารถลิ้มรส “เนงิโซบะ” อาหารขึ้นชื่อของ Oouchijuku ได้อีกเช่นกัน

 

Tsumagojuku

Tsumagojuku (妻籠宿) ในจังหวัดนากาโนะ เป็นจุดแวะพักบนเส้นทางสาย Nakasendo (中山道) ที่พาดผ่านใจกลางเกาะฮอนชู (เกาะหลักของญี่ปุ่น) โดยเมืองนี้นับเป็นจุดแวะพักจุดแรกบนเส้นทางสายหลักที่เชื่อมเมืองเอโดะ และได้รับการกำหนดให้เป็นกลุ่มอาคารอนุรักษ์ในปี 1976 ด้วย

 

 

นอกจากอาคารบ้านเรือนสวยๆ แล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น Nagiso Town Museum (南木曽町博物館) ที่รวบรวมดีไซน์โครงสร้างของอาคารสมัยเก่า รวมถึงอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันในสมัยนั้นให้เราได้ชมกันแบบจุใจ

 

 

Magomejuku

Magomejuku (馬籠宿) ในจังหวัดกิฟุ เป็นจุดแวะพักบนเส้นทางสาย Nakasendo (中山道) เป็นเมืองน่ารักๆ ที่มีจุดให้แวะถ่ายรูปสวยๆ มากมาย อีกทั้งเต็มไปด้วยร้านค้า คาเฟ่เก๋ๆ สไตล์เรโทร

 

 

ใครมาเที่ยวที่นี่สามารถแวะไปจิบชาพร้อมชิมขนมที่หาทานได้ยากอย่าง โอยากิ (おやき) หรือขนมหน้าตาคล้ายซาลาเปา ทำจากแป้งบัควีทหมักและมีไส้ต่างๆ รวมทั้งโกะเฮโมจิ (五平餅) หรือขนมโมจิที่ทำจากข้าวใหม่ในฤดูมาปั้นเป็นก้อนและนำไปห่อแท่งไม้ก่อนนำไปย่างจนสุก

 

 

Naraijuku

Naraijuku (奈良井宿) ในจังหวัดนากาโนะ เป็นเมืองจุดแวะพักที่อยู่กึ่งกลางของเส้นทางสาย Nakasendo (中山道) มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า Narai Senken (奈良井千軒) ที่ว่ากันว่าในอดีตเป็นเมืองที่คึกคักเพราะมีนักเดินทางแวะเวียนมาเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเคยเป็นสถานที่ที่ใช้ในการถ่ายทำละครโทรทัศน์เรื่อง Ohisama (おひさま) อีกด้วย

 

 

 

นอกจากนี้ที่ Naraijuku ยังมีเทศกาล Ice Candle Festival (アイスキャンドル祭り) ในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี ที่จะมีการเนรมิตเมืองให้เต็มไปด้วยแสงเทียน ตัดกับหิมะสีขาวเปล่งประกายสวยงามมาก เรียกได้ว่าเป็นอีกไฮไลท์หนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

 

 

Unnojuku

Unnojuku (海野宿) ในจังหวัดนากาโนะ เป็นอีกหนึ่งจุดแวะพักที่ยังคงอาคารเก่าสไตล์เอโดะไว้หลายหลัง โดยเราสามารถพบเห็นอาคารเก่าที่ใช้เทคนิคการมุงหลังคาแบบสมัยก่อน รวมถึงรูปแบบอาคารที่พัฒนามาในภายหลังในยุคเมจิได้ที่นี่

 

 

นอกจากนี้ หากย้อนไปในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคสงครามการเมืองหรือเซ็นโกคุ (戦国) เมืองแห่งนี้เป็นเมืองบ้านเกิดของต้นตระกูลซานาดะ ซึ่งเป็นตระกูลซามุไรที่โด่งดังในสมัยนั้นอีกด้วย ทำให้มีสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับตระกูลนี้หลายแห่ง รวมถึงศาลเจ้า Shiratori Shrine (白鳥神社) ซึ่งเป็นศาลเจ้าอันเป็นที่เคารพของตระกูลซานาดะด้วย

 

 

Sekijuku

Sekijuku (関宿) ในจังหวัดมิเอะ เป็นจุดแวะพักที่อยู่บนเส้นทางสาย Tokaido (東海道) เป็นเมืองเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยตึกเก่าที่อนุรักษ์ไว้ และมีจุดถ่ายรูปเก๋ๆ มากมาย

 

 

ด้วยบรรยากาศเรโทร ร้านน้ำชาสไตล์ย้อนยุคอันมีเสน่ห์ ปะปนกับคาเฟ่สไตล์โมเดิร์นบ้างประปราย ทำให้ที่นี่เป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาใช้เวลาสบายๆ ถ่ายรูปเล่นกันมากมาย

 

Kumagawajuku

Kumagawajuku (熊川宿) ในจังหวัดฟุคุอิ ซึ่งในอดีตเป็นจุดแวะพักสำคัญสำหรับคนที่จะเดินทางไปเมืองเกียวโต และมักใช้เป็นเส้นทางของพ่อค้าที่จะขนส่งอาหารทะเลจากเมืองท่าในจังหวัดฟุคุอิมายังเกียวโตด้วย

 

 

อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ก็หนีไม่พ้นอาหารที่มีส่วนประกอบของปลา โดยเฉพาะปลาซาบะหรือปลาแม็คเคเรล (mackerel) ซึ่งเป็นปลาที่สามารถจับได้มากที่ทะเลแถบนั้น ตัวอย่างเมนูที่ควรไปลอง ได้แก่ ซาบะซูชิ ซาบะราเมง เป็นต้น

 

 

สำหรับคนที่ชื่นชอบวัฒนธรรม บ้านเรือนและสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น เรียกได้ว่าพลาดไม่ได้เลยนะคะ ผู้เขียนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นย้อนยุคแบบนี้ ถ้าได้ไปเดินเล่น ถ่ายรูป นั่งจิบชาพลางชมบ้านเรือนและธรรมชาติแถวนั้นก็น่าจะฟินไม่น้อยเลยค่ะ  สล็อตเว็บตรง